ComBioLaw.De » บทความ » บุคคลไม่ธรรมดา » คาร์ล มาร์กซ (กันยายน ๒๐๐๖) (๒)
คาร์ล มาร์กซ (กันยายน ๒๐๐๖) (๒)
|
Author : BioLawCom รวบรวม Quelle : BioLawCom.de Category : บุคคลไม่ธรรมดา Publisher : BioLawCom |
|
(ประวัติ คาร์ล มาร์กซ ต่อ..)
มาร์กซรวบรวมเงินได้จำนวนหนึ่ง จนสามารถผลักดัน หนังสือพิมพ์ไรน์ใหม่ (Neue Rheinische Zeitung) ที่เริ่มเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 1848 และตั้งแต่ฉบับแรก ก็มีลักษณะเป็นหนังสือพิมพ์ระดับชาติยิ่งกว่าจะเป็นระดับท ้องถิ่นโคโลญน์ ในหนังสือพิมพ์นี้ มาร์กซจะเสนอบทความ และความคืบหน้าเกี่ยวกับการปฏิวัติในเย อรมนี ส่วนเองเกลส์รับผิดชอบรายงานความคืบหน้าของการปฏิวัติในฝรั่งเศส และอัง กฤษ สำหรับคนอื่นในกองบรรณาธิการ ก็อาทิ เอิร์นสก์ ดรองเก วิลเฮล์ม วอลฟ์ (Wilhelm Wolff) ไฮน์ริค เบอร์เกอร์ส (Heinrich Burgers) เป็นต้น เนื่องจากความเร่งด่วนของสถานการณ์ จึงปรากฏว่า หนังสือพิมพ์นี้ เป็นเรื่องการรายงานความคืบหน้าของการปฏิวัติเ สียยิ่งกว่า เป็นหนังสือชี้นำในเชิงทฤษฎี แต่กระนั้น นิวไรน์ก็กลายเป็นหนังสือพิมพ์ฝ่ายสังคมนิยมที่มีบทบาทมากที่สุดท่ามกลางการ ปฏิวัติในเยอรมนี คำขวัญของหนังสือพิมพ์นิวไรน์ คือ “สื่อแห่งประชาธิปไตย” ซึ่งเรียกร้องให้มีการสร้างแนวร่วมอย่างกว้างของพลังประชาธิปไตยทั้งมวลเ พื่อการปฏิวัติ
อย่างไรก็ตาม เมื่อครั้งที่มาร์กซ และสมาชิกสันนิบาติคอมมิวนิสต์อื่น ๆ กลับเข้ามาในเขตเยอรมนี พวกเขาหวังกันว่า จะเกิดกระแสการปฏิวัติแบบในฝรั่งเศสที่จะนำมาสู่การโค่นอำนาจของกษั ตริย์ และเจ้าขุนมูลนายลง แต่การณ์กลับปรากฏว่า การปฏิวัติที่เกิดขึ้นในเยอรมนี กลายเป็นกระแสสนับสนุนกษัตริย์แคว้นต่าง ๆ ที่จะรวมเยอรมนี และเพียงเพื่อลดอำนาจของจักรพรรดิออสเตรียเท่านั้น มีเพียงที่แคว้นบาเดนแห่งเดียวที่กลุ่มนิยมสาธารณรัฐลุกฮือขึ้น เพื่อโค่นล้มระบอบกษัตริย์ แต่ก็ถูกปราบลงได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น มาร์กซจึงเห็นว่า บทบาทของชนชั้นกรรมาชีพในขณะนั้นจึงควรเป็นแค่การ สนับสนุนการปฏิวัติของชนชั้นกระฎุมพีหัวก้าวหน้าเพื่อโค่นล้มระบบกษัตริย์ลงก่อน นิวไรน์ จึงยังมิได้เสนอแนวทางแห่งลัทธิสังคมนิยม หากแต่สนับสนุนให้มีรัฐสภา การเลือกตั้งทั่วไป มีสิทธิทางการเมืองของประชาชน และเสนอให้ยกเลิกพันธะแบบศักด ินาทั้งหมด (อ่านรายละเอียดการเคลื่อนไหวในเยอรมันครั้งนี้ได้ที่ : มาร์กซ ท่ามกลางการปฏิวัติยุโรป โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ)
แม้ว่า หนังสือพิมพ์นิวไรน์จะเป็นหนังสือที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งและมียอดขายถึง 5,000 ฉบับในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1848 ซึ่งนับว่าสูงมาก แต่ปรากฎว่ารายได้จากยอดขายยังไม่เพียงพอทำให้หนังสือพิมพ์ ดำเนินการต่อไป เดือนกรกฎาคม โรงพิมพ์ปฏิเสธพิมพ์หนังสือพิมพ์นี้ต่อ หากมาร์กซไม่สามารถหาเงินมาจ่ายหนี้ที่ค้างชำระได้ เป็นผลให้หนังสือต้องชะงักไปหนึ่งเล่ม ก่อนที่มาร์กซจะหาโรงพิมพ์ใหม่ที่จะรับพิมพ์ได้ นอกจากเรื่องเงินทุนแล้ว มาร์กซยังต้องประสบปัญหาส่วนตัวด้วย เพราะทางการโคโลญน์ไม่คืนสัญชาติปรัสเซียแก่เขา จึงเท่ากับว่า มาร์กซต้องอยู่ในเยอรมันในฐานะคนต่างชาติ ที่อาจจะถูกขับออกจากดินแดนปรัสเซียเมื่อไหร่ก็ได้ จนถึงปลายเดือนสิงหาคม มาร์กซตัดสินใจเดินทางไปยังกรุงเบอร์ลิน และกรุงเวียนนา เพื่อพบผู ้นำการปฏิวัติประชาธิปไตยคนอื่น ๆ และหาทางระดมทุนมาทำหนังสือพิมพ์ต่อ ในระหว่างนั้นมาร์กเข้าร่วมประชุมกับกลุ่มปฏิวัติหลายกลุ่ม ทั้งในออสเตรีย และเบอร์ลิน จนได้รับเงินสนับสนุนมาจำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตามด้วยเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น จนเกิดภาวะการณ์ตึงเครียดระหว่างฝ่ายปฎิวัติประชาธิปไตย กับทางการรัฐบาลปรัสเซียในเมืองโคโลญน์ ในที่สุด เย็นวันที่ 25 กันยายน ทางการโคโลญน์ ประกาศกฎอัยการศึก และสั่งห้ามการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งหมด รวมทั้งสั่งปิด หนังสือพิมพ์นิวไรน์ มาร์กซจึงต้องเตรียมการย้ายฐานหนังสือพิมพ์ไปยังเมืองดุสเซนดอฟฟ์ (เมืองหนึ่งในเขตไรน์) ที่กลุ่มปฏิวัติยังคงมีบทบาทอยู่ แต่กฎอัยการศึก ดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับจากสภาแห่งชาติปรัสเซียที่กรุงเบอร์ลิน ซึ่งกลุ่มเสร ีนิยมยังคงมีบทบาทนำ และสภาเมืองโคโลญน์ ดังนั้น วันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ.1848 กฎอัยการศึกจึงถูกยกเลิก หนังสือพิมพ์นิวไรน์ ได้รับอนุญาตให้ออกเผยแพร่ได้อีกครั้ง แต่แม้กระนั้น มาร์กซกลับเริ่มประสบปัญหาเงินทุนดำเนินการอีกครั้งเช่นกัน จึงยังไม่อาจออกหนังสือตามกำหนด เขาต้องนำเงินส่วนตัว และเงินของเจนนี มาใช้เพื่อออกหนังสือพิมพ์ต่อไป เป็นฉบับวันที่ 13 ตุลาคม
นิวไรน์ ยังคงผลิตบทความเพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มปฏิวัติ และระบบกษัตริย์ (อ่านรายละเอียดการเคลื่อนไหวในเยอรมันครั้งนี้ได้ที่ : มาร์กซกับความถดถอยของการปฏิวัติยุโรป ค.ศ. ๑๘๔๘ โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ) แต่ดังกล่าวไปแล้วว่า ในระยะนั้น มาร์กซ พยายามนำเสนองานสนับสนุนการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นกระฎุมพี เพื่อโค่นล้ามระบบกษัตริย์ มากกว่าสนับสนุนให้ชนชั้นกรรมาชีพลุกขึ้นปฏิวัติเอง เขาจึงเริ่มถูกโจมตีจาก กลุ่มปีกซ้ายที่นำโดย อันดรีส กอตต์ชอลก์ กอตต์ชอลก์ กล่าวว่า มาร์กซประนีประนอมกับชนชั้นนายทุนมากเกินไป และไม่ได้ต่อสู้เพื่อกรรมาชีพอย่างแท้จริง หากแต่การต่อสู้ของมาร์กซจะทำให้กรรมาชีพต้องหลั่งเลือด เพื่อชนชั้นกระฎุมพี เขาอธิบายว่า มาร์กซ ไม่จริงจังกับการปลดปล่อยชนชั้นที่ถูกกดขี่ เพราะมาร์กซเห็นว่า การกดขี่เป็นเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่จะต้องเป็นไป จึงหมายถึงว่า มาร์กซกำลังเอาความทุกข์ยากหิวโหยของคนยากจนทั้งมวลไปรองรับทฤษฎีของตนเองเท ่านั้น กอตต์ ชอลก์ เสนอว่า โดยการสร้างการปฏิวัติถาวรของกรรมาชีพเท่านั้น การปฏิวัติจึงจะสำเร็จ และบรรลุเป้าหมายเพื่อความเท่าเทียมกันได้ และไม่แต่เพียงกอตต์ชอลก์เท่านั้น ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของมาร์กซ โจเซฟ มอลล์ และ คาร์ล แชปเปอร์ ก็ไม่เห็นด้วยกับมาร์กซเช่นกัน ปัญหาสำคัญที่กองบรรณาธิการนิวไรน์ต้องเผชิญมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 1849 เป็นต้นมา คือ สถานะทางการเงินที่ใกล้ล้มละลายเต็มที แต่เรื่องที่สำคัญกว่านั้นคือ เริ่มมีเจ้าหน้าที่ทหารมาเยือนกองบรรณาธิการนิวไรน์เพื่อสืบหาตัวผู้เขียนบ ทความต่าง ๆ บ่อยขึ้น และทางการพยายามหาเรื่องเนรเทศมาร์กซออกจากราชอาณาจักร ในที่สุด วันที่ 16 พฤษภาคม 1849 มาร์กซถูกสั่งให้ออกไปจากดินแดนปรัสเซียภายใน 24 ชั่วโมง ในฐานะบุคคลไม่พึงปรารถนา นอกจากนี้ คณะทำงานในกองบรรณาธิการทั้งหมด ก็ถูกสั่งเนรเทศบ้าง หรือถูกคุกคามจับกุมบ้าง จนไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ นิวไรน์ฉบับวันที่ 28 พฤษภาคม ค. ศ.1849 จึงกลายเป็นฉบับสุดท้าย โดยมาร์กซใช้ตัวพิมพ์สีแดงทั้งฉบับ และพิมพ์ออกมาถึง 20,000 ฉบับ ซึ่งขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว มาร์กซเดินทางออกจากโคโลญน์ในวันที่ 19 พฤษภาคม ทิ้งโรงพิมพ์ และเครื่องจักร ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเขาไว้เบื้องหลัง ซึ่งต่อมาได้ถูกขายเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ค่าพิมพ์ และจ่ายเป็นเงินเดือนค่าชด เชยแก่พนักงาน การลี้ภัยครั้งนี้ มาร์กซ ตัดสินใจเดินทางไปยังกรุงปารีส
เขามาถึงกรุงปารีสเดือน มิถุนายน ค.ศ. 1849 และใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองหลวงนี้ราว 3 เดือน ภายใต้นามแฝงว่า เอ็น แรมบอส เขาพบว่า การปฏิวัติในฝรั่งเศสเองก็กำลังถอยหลังลงคลองเช่นกัน หลังจาก หลุยส์ นโปเลียน ชนะเลือกตั้ง แล้วฟื้นอำนาจฝ่ายอนุรักษ์นิยม พลังการปฏิวัติได้ถดถอยลง นอกจากนี้ปารีสในขณะนั้น กำลังเผชิญโรคระบาดอย่างร้ายแรง ทำให้ประชาชนยากลำบากอย่างมาก รัฐบาล หลุยส์ นโปเลียน ประกาศมาตรการเซ็นเซอร์ กลุ่มเสรีนิยม และสมาคมกรรมกรในปารีสพยายามก่อการชุมนุมประท้วง แต่ถูกทางการตำรวจใช้กำลังสลายอย่าง รวดเร็ว นอกจากนี้ กลุ่มสังคมนิยมก็พยายามก่อการลุกขึ้นสู้ที่เมืองลีออง แต่ก็ถูกปราบเช่นกัน จากนั้น ความพยายามที่จะก่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็ไม่ประสบผล และในดินแดนยุโรป การปฏิวัติ ค.ศ. 1848 ก็ค่อย ๆ พ่ายแพ้ลงทีละแห่ง (ดูรายละเอียดความพ่ายแพ้ของกลุ่มต่าง ๆ ได้ที่ มาร์กซกับการลี้ภัยในลอนดอน) ความล้มเหลวของการปฏิวัติ ทำให้พวกนักปฏิวัติจำนวนมาก ทั้งฝ่ายนิยมสาธารณรัฐ และฝ่ายสังคมนิยมต้องหนีออกไปลี้ภัยยังต่างแดน ซึ่งจำนวนมากหนีมายังอังกฤษ ฝรั่งเศส สวิส และบางส่วนข้ามไปสหรัฐอเมริกา ในเดือนกรกฏาคม ค.ศ. 1849 เจนนี และลูก ๆ เดินทางมาร่วมชะตากรรมกับมาร์กซ ในระยะนั้นพวกเขาอยู่ในภาวะยากจนอย่างหนัก จนต้องจำนำเครื่องประดับของเจนนี เพื่อนำเงินมาใช้ในการดำรงชีพ แม้กระนั้นก็ตาม มาร์กซก็ยังพยายามขอความช่วยเหลือจากเพื่อน คือ โจเซฟ เวย์เดเมเยอร์ (Joseph Weydemeyer) ช่วยเจรจากับเศรษฐีผู้หนึ่ง ซึ่งสนใจจะช่วยเหลือทางการเงินในการทำหนังสือพิมพ์นิวไรน์ต่อไป แต่ในที่สุดก็ไม่ประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้ เขาและภรรยายังถูกตำรวจฝรั่งเศส ยื่นคำขาดให้เดินทางออ กจากปารีสอีกด้วย มาร์กซพยายามอุทธรณ์เพื่ออยู่ปารีสต่อไป โดยให้เหตุผลว่า เพื่อค้นคว้าข้อมูลที่จะเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมือง แต่ในที่สุด วันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1849 มาร์กซ ก็ต้องออกจากปารีส โดยที่เจนนีและลูกยังไม่ได้ตามมา มาร์กซตัดสินใจลี้ภัยไปลอนดอน ด้วยความหวังว่า มันจะเป็นเพียงการลี้ภัยชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งนอกจากมาร์กซแล้ว ยังมีนักปฏิวัติที่เคยเข้าร่วมการปฏิวัติ ค.ศ. 1848 จำนวนมากที่ต้องลี้ภัย ก็ยังหวังเสมอว่า ความพ่ายแพ้ของการปฏิวัติจะมีลักษณะชั่วคราว และจะต้องเกิดการปฏิวัติในยุโรปในลักษณะเดียวกับปี 1848 อีกครั้ง โดยจะเป็นการปฏิวัติที่ประสบผลสำเร็จด้วย... แต่ปรากฏว่ายุโรปหลัง ค.ศ. 1848 แล้ว ไม่มีกระแสการปฏิวัติใหญ่อีกเลย ชนชั้นปกครองส่วนมาก อยู่กันอย่างมีเสถียรภาพ แม้ว่าจะเกิดสงครามระหว่างประเทศเป็นระยะ ในที่สุดนักปฏิวัติที่ลี้ภัยจำนวนมากต้องกลับประเทศในลักษณะที่ต่าง ๆ กัน แต่อีกหลายรายรวมทั้ง มาร์กซ การตั้งถิ่นฐานชั่วคราวกลายเป็นเรื่องถาวร เพราะมาร์กซก็ไม่ได้กลับสู่แผ่นดินยุโรปอีกเลย ไม่ว่าจะ เป็นฝรั่งเศส เบลเยี่ยม หรือปรัสเซีย เขาต้องอยู่ในอังกฤษต่อมาจนตลอดชีวิตของเขา
เจนนีและลูกสามคนเดินทางตามมาถึงลอนดอนในวันที่ 17 กันยายน และในที่สุด ครอบครัวของมาร์กซก็ย้ายไปอยู่ที่แฟลตเล็ก ๆ 2 ห้อง ที่ถนนคิง ย่านเชลซี เดือนเมษายน ค.ศ. 1850 มาร์กซและครอบครัวถูกขับไล่ออกจากบ้านที่เชลซี เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า มาร์กซได้บ้านใหม่ที่ถนนดีน ในบันทึกของเจนนี เล่าว่า มาร์กซรู้สึกท้อใจกับชีวิตในลอนดอน จึงคิดว่าจะหาทางย้ายข้ามทะเลไปยังสหรัฐอเมริกา โดยเองเกลส์ จะร่วมเดินทางไปด้วย แต่ปรากฏว่าเมื่อสำรวจราคาตั๋วเรือที่จะเดินทางสำหรับครอบครัว การเดินทางแพงมากจนต้องระงับโครงการ
แม้ว่าจะมีความยากลำบากอย่างมากในด้านการดำรงชีพ แต่ มาร์กซก็ยังคงมั่นคง ต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะงาน 3 ด้าน คือ ความพยายามที่จะทำงานในสมาคมให้การศึกษาคนงานชาวเยอรมันที่ลี้ภัย การรื้อฟื้นสันนิบาตคอมมิวนิสต์ และ ความพยายามที่จะหาเงินมาออกหนังสือพิมพ์ปฏิวัติ เดือน กันยายน ค.ศ. 1849 คณะกรรมการสงเคราะห์ชาวเยอรมันลี้ภัยการเมือง เลือกกรรมการชุดใหม่ โดยมีมาร์กซร่วมเป็นกรรมการด้วย งานแรกของกรรมการชุดนี้ คือ การรวบรวมเงินเพื่อนำมาใช้ในการสงเคราะห์ แต่ปรากฏว่า ในเดือน พฤศจิกายน ค.ศ.1849 ได้เกิดความแตกแยกในสมาคมขึ้น เพราะกรรมการจำนวนหนึ่งเห็นว่า สมาคมถูกโน้มนำโดยกลุ่มหัวรุนแรง และสังคมนิยมมากเกินไป จึงต้องการแยกตัวไปตั้งสมาคมใหม่ที่มีลักษณะสายกลางมากขึ้น คณะกรรมการที่เหลืออยู่ จำเป็นต้องปรับปรุงสมาคมกลายเป็น “คณะกรรมการสังคมประชาธิปไตย เพื่อสงเคราะห์ชาวเยอรมันลี้ภัย” โดย มาร์กซ ได้รับเลือกเป็นประธาน และเองเกลส์ เป็นเลขานุการ สมาคมประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการระดมเงินช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ทำให้ผู้ลี้ภัยกว่า 500 คนได้รับความช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยจัดหางานให้กับคนงานลี้ภัย เหล่านี้ด้วย
นอกจากนั้น มาร์กซยังรับงานให้การศึกษาแก่ สมาชิกสมาคม เขาเริ่มบรรยายเรื่อง “อะไรคือสมบัติของชนชั้นนายทุน” เป็นตอน ๆ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1849 และจบราวต้นปี ค.ศ. 1850 นอกจากการบรรยายใหญ่แก่สมาคมแล้ว มาร์กซยังบรรยายหัวเรื่องย่อยจำนวนมาก โดยใช้บ้านของเขาเป็นสถานที่บรรยาย ผู้เข้าร่วมเริ่มจากกลุ่มเพื่อน และคนใกล้ชิด และขยายวงไปสู่คนใหม่ ๆ ที่จะถูกชักชวนเข้ามา ด้วยการบรรยายลักษณะเช่นนี้ ทำให้เขาได้ศิษย์ใหม่จำนวนมาก ที่จะกลายเป็นกำลังสำคัญของขบวนการสังคมนิยมต่อไป ความจริงนักปฏิวัติที่ต้องลี้ภัยเหล่านี้ ยังคงสร้างความกังวลใจอย่างมากแก่รัฐบาล ปรัสเซีย และออสเตรียอยู่ มีการส่งสายลับจำนวนไม่น้อยมายังอังกฤษ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว ในขณะที่ ทูตของออสเตรียและปรัสเซียก็พยายามผลักดันรัฐบาลอังกฤษอยู่เสมอ ให้หามาตรการเล่นงานบุคคลอันตรายทางการเมืองเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ปรัสเซียเสนอชื่อแก่อังกฤษ เช่น มาร์กซ เองเกลส์ และ ผู้นำชาวเยอรมันลี้ภัยคนอื่น ๆ ปรัสเซียกล่าวหาว่า มาร์กซและพวกปลุกระดมให้ก่อการปฏิวัติ ด้วยวิธีรุนแรง แต่ทางอังกฤษพิจารณาเห็นว่า การปลุกระดมด้วยวาจาของกลุ่มของมาร์กซ ไม่ส่งผลในทางปฏิบัติ และผู้ลี้ภัยเหล่านี้ ก็ไม่ได้เป็นภัยต่ออังกฤษแต่อย่างใด รัฐบาลอังกฤษ จึงมักให้คำตอบว่า ทางการอังกฤษไม่อาจจับกุมคนเหล่านี้ได้ หากเขาไม่ได้ละเมิดกฎหมายของอังกฤษ นอกเหนือจากงานสงเคราะห์คนงานผู้ลี้ภัย มาร์กซยังเข้าร่วมอย่างจริงจังในการรื้อฟื้น สันนิบาตคอมมิวนิสต์เยอรมนี ด้วย โดยเขาพร้อมด้วยเองเกลส์ และ ออกุส วิลลิช เข้าเป็นกรรมการกลางของสันนิบาต และในที่สุด มาร์กซได้รับเลือกเป็นประธาน ในการดำเนินการเมื่อ ค.ศ. 1850 มาร์กซยังพยายามกระตุ้นให้มีการรื้อฟื้นสันนิบาตที่เมืองโคโลญน์ เพื่อขยายการเคลื่อนไหวในเยอรมนี โดยติดต่อกับนักปฏิวัติชื่อ ปีเตอร์ โรเซอร์ (Peter Roser) ่ที่อยู่ในโคโลญน์ เพื่อให้ดำเนินการเคลื่อนไหวต่อไป โดยใช้ แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ เป็นแนวทาง เขาส่งบาวเออร์ ให้ลอบเดินทางกลับไปในเขตไรน์แลนด์ เพื่อช่วยรื้อฟื้นการจัดตั้งสันนิบาตในเยอรมนี ด้วย มาร์กซมั่นใจว่า จะต้องมีการจัดตั้งองค์กรของชนชั้นกรรมาชีพ ไม่ว่าจะเป็นทางลับ หรือทางเปิดเผยเพื่อดำเนินการผลักดันให้เกิดการปฏิวัติ โดยองค์กรของชนชั้นกรรมาชีพจะต้องเป็นอิสระจากพรรคของชนชั้นนายทุน แม้กระทั่งฝ่ายนายทุนน้อยที่นิยมประชาธิปไตยเองก็ด้วย ทั้งนี้เพราะมาร์กซเห็นว่า ในระยะยาว ผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนน้อยเหล่านี้ จะต้องขัดแย้งกับชนชั้นกรรมกร ในที่สุด โดยเรื่องนี้มาร์กซอธิบายว่า
ชนชั้นนายทุนน้อยที่นิยมประชาธิปไตย ต้องการให้การปฏิวัติสิ้นสุดลงเร็วที่สุด อาจจะหยุดลงที่ชาตินิยม ระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ หรือระบอบสาธารณรัฐ แต่ชนชั้นกรรมาชีพต้องการ การปฏิวัติที่ต่อเนื่อง และยาวนานกว่านั้น จนกว่าชนชั้นกรรมาชีพจะได้อำนาจรัฐสมบูรณ์ ที่จะสถาปนารัฐที่เสมอภาคเท่าเทียมกันในขอบเขตทั่วโลก ดังนั้น ในขั้นตอนที่ระบอบกษัตริย์ศักดินายังคงอยู่ในอำนาจ ชนชั้นกรรมาชีพจะต้องสนับสนุนการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน แต่จะต้องคงความเป็นอิสระของตนเองไว้ เท่าที่จะเป็นไปได้ และเมื่อการปฏิวัติชนชั้นนายทุนบรรลุผล ชนชั้นกรรมาชีพจะต้องกดดันให้มีการปฏิวัติที่ดิน โดยการยึดที่ดิน และทรัพย์สินทั้งหมดเข้าเป็นของส่วนกลาง ที่จะทำให้กรรมกรทั้งหมดมีสิทธิในการใช้ร่วมกัน และทำให้กรรมสิทธิเอกชนนั้นหมดสิ้นไปในที่สุด เดือน มีนาคม ค.ศ.1850 สันนิบาตคอมมิวนิสต์เยอรมัน ก็กลับคืนมาเป็นองค์กรที่คึกคักมีชีวิตชีวาอีกคร ั้ง โดยมีคณะกรรมการกลางอยู่ที่ลอนดอน สาขาต่าง ๆ ถูกตั้งขึ้นทั้งใน สวิส เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และแคว้นต่าง ๆ ในเยอรมนี โดยเฉพาะที่โคโลญน์ และ แฟรงเฟิร์ต มีสมาชิกจำนวนมาก นอกเหนือจากนี้ มาร์กซยังติดต่อประสานงานกับ ขบวนการชาร์เตอร์ ซึ่งเป็นองค์กรปฏิวัติของอังกฤษ โดยเข้าร่วมประชุมกับกลุ่มขบวนการชาร์เตอร์ฝ่ายซ้าย ที่เรียกว่า " กลุ่มประชาธิปไตยภราดรภาพ" ซึ่งมี จอร์จ ฮาเนย์ (George Harney) เป็นผู้นำ จากนั้นเขาก็ได้พบกับ กลุ่มพรรคบลังกี ซึ่งเป็นกลุ่มปฏิวัติสังคมนิยมของฝรั่งเศส เดือน เมษายน ค.ศ.1850 "องค์กรปฏิวัติสากล" ก็ถูกจัดตั้งขึ้นในชื่อว่า สมาคมปฏิวัติคอมมิวนิสต์ โดยมีตัวแทนฝ่ายสันนิบาตคอมมิวนิสต์เยอรมัน คือ มาร์กซ เองเกลส์ และ ออกุส วิลลิช ฝ่ายประชาธิปไตยภราดรภาพของอังกฤษ คือ ฮาร์เนย์ และ ตัวแทนพรรคบลังกีฝรั่งเศส คือ วิดิล และ อดัม ในคำแถลงของสมาคมได้ยืนยันเป้าหมายที่จะโค่นล้มชนชั้นอภิสิทธิ์ชนทั้งมวล และนำชนชั้นนี้มาอยู่ภายใต้เผด็จการของชั้นกรรมาชีพ โดยการรักษาการปฏิวัติอันถาวรจนกระทั่งบรรลุถึงสังคมคอมมิวนิสต์ คำแถลงนี้ร่างโดย วิลลิช และออกเผยแพร่เป็นภาษาฝรั่งเศส เพื่อเป็นแนวทางในการประสานการปฏิวัติสากล นอกจากนี้ มาร์กซยังคงต้องการเปิดหนังสือพิมพ์ใหม่ ที่สนับสนุนการปฏิวัติในลักษณะ เดียวกับ นิวไรน์ ด้วย โดยเขาได้รับแจ้ง จากสำนักพิมพ์ของ จูเลียส ชูเบิร์ต (Julius Schuberth) นายทุนฝ่ายก้าวหน้าในเมืองฮัมบูร์ก ตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ.1849 แล้วว่า สนใจโครงการหนังสือนิวไรน์ที่จะออกเผยแพร่ในปรัสเซีย และรัฐเยอรมนีอื่น ๆ โดยจะยอมออกทุนครึ่งหนึ่ง และให้มาร์กซไปหาเงินลงทุนมาอีกครึ่งหนึ่ง มีเงื่อนไขว่า ให้ออกเป็นหนังสือรายเดือน แล ะคงชื่อ หนังสือพิมพ์นิวไรน์ ไว้ต่อท้ายด้วยคำว่า บทปริทัศน์ทางการเมือง และเศรษฐกิจ มาร์กซพยายามระดมเงิน โดยความช่วยเหลือของ ประชาธิปไตยภราดรภาพ และพรรคบลังกี แต่แล้วโครงการได้ชะงักไป เพราะมาร์กซล้มป่วยเสียก่อนในช่วงเดือนมกราคม ค.ศ. 1850 ทำให้ผลิตต้นฉบับไม่ได้ กว่าหนังสือพิมพ์นิวไรน์ จะออกเผยแพร่ได้ ก็ล่วงมาถึงเดือน มีนาคม ค.ศ. 1850 และออกต่อเนื่องมาจนถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1850 ปรากฏว่าในระยะนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสันนิบาตคอมมิวนิสต์เยอรมนี กับ สำนักพิมพ์ชูเบิร์ตเสื่อม ลงอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชูเบิร์ต พยายามไม่เผยข้อมูลด้านการขาย และเมื่อกองบรรณาธิการในอังกฤษ ส่งต้นฉบับไปพิมพ์ที่ฮัมบูร์ก ชูเบิร์ตยังถือโอกาสเปลี่ยนแปลง หรือตัดทอนเนื้อหาโดยพลการหลายครั้ง อีกทั้งรายได้จากการจำหน่ายหนังสือก็น้อยมาก ด้วยปัญหาการส่งต้นฉบับ และความขัดแย้ง ทำให้นิวไรน์ ยุติการตีพิมพ์ไปหลายเดือน จน พฤศจิกายน ค.ศ. 1850 จึงออกฉบับควบ เป็นฉบับ ตุลาคม-พฤศจิกายน และเป็นฉบับสุดท้าย เพราะความสัมพันธ์กับสำนักพิมพ์ชูเบิร์ตเลวร้าย และมาร์กซเองก็ไม่สามารถระดมเงินจำนวนมากได้อีก ความจริง หนังสือพิมพ์นิวไรน์ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาโดยมาร์กซและสันนิบาตคอมมิวนิสต์นั ้น เนื่องจากความคาดหวังว่า การปฏิวัติยุโรปเช่นใน ค.ศ.1848-1849 จะเกิดขึ้นใหม่ใน ค.ศ. 1850 เนื่องมาจากพลังปฏิวัติในฝรั่งเศสเริ่มฟื้นตัวจากพลังต่อต้านหลุยส์ นโปเลียน แต่ปรากฏว่า กระแสในฝรั่งเศสไม่สูงพอที่จะก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหม่ นอกจากนี้ยังเกิดจากความขัดแย้งในสันนิบาตระหว่างมาร์กซกับวิลลิช ขึ้นมาอีก วิลลิช ขอลาออกจากคณะกรรมการกลางสันนิบาต แต่กลับนำประเด็นนี้มาเคลื่อนไหวเรียกประชุมสมัชชาสันติบาตคอมมิวนิสต์ในอัง กฤษ เหตุการณ์นี้ นำมาสู่การแยกตัวของสันนิบาต โดยกลุ่มเสียงข้างมากที่สนับสนุนมาร์กซ ลงมติขับกลุ่มของวิลลิช ออกจากสันน ิบาต แต่ปรากฏว่า วิลลิช และ คาร์ล แชปเปอร์ กลับไปตั้งสันนิบาตขึ้นมาใหม่ เพราะได้รับการสนับสนุนจากสันนิบาตในโคโลญน์ ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่ยังรักษาการเคลื่อนไหวในเยอรมนี สันนิบาตที่นำโดยวิลลิช ขับกลุ่มของมาร์กซจากสมาชิกภาพ เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ สันนิบาตจึงได้เปลี่ยนให้สาขาโคโลญน์เป็นสำนักงานใหญ่แทนที่ลอนดอน และสาขาสันนิบาตในเมืองอื่น ๆ ก็ให้การสนับสนุนแก่สาขาโคโลญน์ ส่วนที่ลอนดอน ความขัดแย้งระหว่างมาร์กซกับวิลลิช ยัง นำมาสู่การล่มสลายของ สมาคมปฏิวัติสากล ด้วย เพราะกลุ่มพรรคบลังกี ให้การรับรองสันนิบาตของวิลลิช ขณะที่กลุ่มปฏิวัติอังกฤษพยายามวางตัวเป็นกลาง แม้ต่อมาจะมีความพยายามในการประสานรอยร้าวระหว่างกลุ่มผู้ลี้ภัยเยอรมันกลุ่มต ่าง ๆ เพื่อช่วยกันสนับสนุนการต่อสู้ในโคโลญน์ แต่ก็ไม่ประสบผล เพราะกลุ่มของมาร์กซและวิลลิช มีความขัดแย้งทางความคิดกันมากเกินกว่าที่จะประสานกันได้อีก ตั้งแต่เดือน มิถุนายน ค.ศ. 1850 มาแล้ว ห้องสมุดบริติชมิวเซียม อนุญาตให้มาร์กซใช้ห้องอ่านหนังสือห้องหนึ่งในห้องสมุดได้ ซึ่งมาร์กซเองก็แวะเวียนไปใช้จนกลายเป็นแหล่งค้นคว้าประจำของเขา ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงว่า มาร์กซได้ใช้เวลาในการค้นคว้างานด้านวิชาการ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐศาสตร์มากขึ้นที่ลอนดอนนี่เอง
ในระหว่างนั้น เกิดเหตุการณ์ หลุยส์ นโปลียน ก่อการรัฐประหารในฝรั่งเศส เดือน พฤศจิกายน ค.ศ. 1851 โดยการยุบสภา และตั้งตนเป็นประธานาธิบดีตลอดชีวิต กวาดล้างจับกุมฝ่ายปฏิวัติในฝรั่งเศสเ ก่อให้เกิดการลี้ภัยมาสู่ลอนดอนอีกระลอกใหญ่ ผลจากการรัฐประหารนโปเลียนดังกล่าว ทำให้มาร์กซลงมือเขียนบทความเรื่อง วันที่ ๑๘ เดือน บรูแมร์ของ หลุยส์ โปนาปาร์ต (The Eighteenth Brumaire of Louis Bonaparte ) ลงพิมพ์ในวารสารนิวยอร์คทรีบูนในสหรัฐ บทความนี้ มาร์กซมิได้อธิบายการรัฐประหารในฐานะเหตุการณ์หนึ่งทางการเมือง และมิได้เห็นว่าการขึ้นสู่อำนาจของนโปเลียนเป็นเรื่องของมหาบุรุษผู้มีความส ามารถ แต่เขาพยายามอธิบายถึงความขัดแย้ง ทางชนชั้นที่พัฒนาหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส และนำมาสู่การขึ้นสู่อำนาจของ หลุยส์ นโปเลียน งานเขียนชิ้นนี้เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่มาร์กซได้ใช้วัตถุนิยมวิภาษวิธีมาวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันในฝรั่งเศส และกลายเป็นงานต้นแบบในการวิเคราะห์ชนชั้นในสังคมอื่น ๆ ต่อมา นอกจากนี้ ในระยะเวลาเดียวกัน ได้เกิดการกวาดล้างกลุ่มผู้ปฎิวัตในโคโลญน์อย่างหนัก และผลกระทบจากการกวาดล้างสำนักงานใหญ่ในโคโลญน์ ทำให้การเคลื่อนไหวของสันนิบาตคอมมิวนิสต์ในเขตแคว้นเยอรมนี ยุติลงด้วย ดังนั้น กลุ่มสมาคมของมาร์กซ จึงมีความเห็นร่วมกันว่า ควรยุบสันนิบาตคอมมิวนิสต์ ได้แ ล้ว เพราะไม่สามารถก่อการเคลื่อนไหวในดินแดนเยอรมนีได้อีก กลุ่มสันนิบาตของมาร์กซจึงยุบตัวในเดือน พฤศจิกายน ค.ศ.1852 (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการจับกุม และกวาดล้างกลุ่มสันนิบาตในโคโลญน์ได้ใน: มาร์กซกับการเคลื่อนไหวในลอนดอน โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ) หลังจากนั้นต่อมาเป็นเวลา 10 ปี มาร์ก ไม่ได้สังกัดองค์กรทางการเมืองใด ๆ อย่างเป็นทางการ และไม่ได้มีบทบาทใด ๆ เกี่ยวข้องกับการเมืองในปรัสเซียอีกเลย ในกลุ่มปฏิวัติต่างประเทศ มีเพียงขบวนการชาร์เตอร์อังกฤษเท่านั้น ที่มาร์กซยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีด้วยเสมอ โดยเฉพาะ กลุ่มประชาธิปไตยภราดรภาพ ของจอร์จ ฮาเนย์ และ เออเนสต์ โจนส์ (Ernest Jones) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ออกหนังสือพิมพ์ชื่อ “เพื่อนประชาชน” และเคยแปล แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ของมาร์กและเองเกลส์ เป็นภาษาอังกฤษ ตีพ ิมพ์ใน ค.ศ. 1850 ปี 1863 รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอังกฤษ วิลเลียม อีวาร์ท แกลตสโตน กล่าวสุนทรพจน์ แก่สภาผู้แทน โดยให้ความเห็นเกี่ยวกับอัตราความร่ำรวยที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศอังกฤษ มีตอนหนึ่งว่า (ตามรายงานจากหนังสือพิมพ์ไทมส์)
ผมควรจะมองการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่ง และอำนาจอย่างเมามายเหล่านี้ ด้วยความหวาดกลัว และความเจ็บปวด ถ้าผมเชื่อว่า มันเกิดขึ้นเฉพาะกับกลุ่มชนที่มีชีวิตสะดวกสบายเท่านั้นแต่ในรายงานฉบับกึ่งทางการ แกลดสโตน ลบประโยคสุดท้ายเขาออก (การแก้ไขนี้ เป็นสิ่งที่กระทำกันทั่วไปในหมู่สมาชิกสภา)
ปี ค.ศ. 1864 มาร์กซ ก่อตั้ง สมัชชากรรมกรสากล (International Workingmen´s Association ) หรืออีกชื่อหนึ่งว่า สมัชชาสากลที่หนึ่ง (The First Internation ) ขึ้น เพื่อหวังให้เป็นแกนหลักในการทำกิจกรรมทางการเมืองอีกครั้ง และในคำสุนทรพจน์เปิดงาน มาร์กซอ้างถึงคำพูดของแกลดสโตน ไปในทำนองที่ว่า
การเพิ่มขึ้นของความร่ำรวยและอำนาจอย่างเมามายนี้ เกิดขึ้นกับเฉพาะชนชั้นที่มีทรัพย์สินเท่านั้นมาร์กซอ้างถึงคำพูดนี้อีกในหนังสือ "ทุน" ไม่นานนัก ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่มาร์กซอ้าง กับที่บันทึกไว้ในรายงาน (ซึ่งเป็นที่แพร่หลาย) ถูกนำมาใช้ทำลายความน่าเชื่อถือ ของสมัชชาสากลที่หนึ่งด้วย มาร์กซพยายามโต้ตอบข้อกล่าวหา เรื่องความไม่ซื่อสัตย์นี้ แต่ว่าข้อกล่าวอ้างนั้น กลับเหวี่ยงกลับมายังเขาเรื่อย ๆ ในภายหลังมาร์กซระบุแหล่งข้อมูลที่เขาใช้ว่า คือ หนังสือพิมพ์ เดอะ มอร์นิง สตาร์ เองเกิลส์เอง ก็พยายามใช้เนื้อที่ในส่วนคำนำในการพิมพ์ครั้งที่สี่ของหนังสือ "ทุน" เพื่อพูดถึงเรื่องนี้ แต่ก็ไม่สามารถจบข้อโต้เถียงเมื่อครั้งนั้นลงได้ โดยเองเกิลส์ อ้างใหม่ว่า แหล่งข่าวนั้นไม่ใช่ เดอะ มอร์นิง สตาร์ แต่เป็น ไทมส์ นักวิจารณ์แนวคิดมาร์กซิสม์ เช่น นักข่าวพอล จอห์นสัน ยังคงใช้เรื่องนี้ในการกล่าวหา มาร์กซ ในเรื่องความซื่อสัตย์อยู่ หลังจากการประชุมสมัชชาสากลที่หนึ่ง ที่เจนีวา เมื่อ ค.ศ. 1866 แล้ว องค์กรสากลขยายสาขามากขึ้นในปรัสเซียและรัฐเยอรมันอื่น ๆ และจากการเคลื่อนไหวของสมัชชา ฯ นี้เอง ได้ปลุกเร้าให้การเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมกรในยุโรป ก้าวรุดหน้าไปด้วยอย่างมาก มีการจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นจำนวนมาก และนำมาสู่การนัดหยุดงานประท้วง หลายครั้ง ทั้งในอังกฤษ ฝรั่งเศส เบลเยียม สวิสเซอร์แลนด์ คณะมนตรีซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ในลอนดอนเอง ก็มักเรียกประชุมกันสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งมาร์กซ จะเข้าร่วมด้วยเสมอ นอกจากว่าจะเจ็บป่วย ดังนั้น การตัดสินใจในมติใด ๆ ของสากลที่หนึ่ง มาร์กซ จะมีบทบาทอยู่ด้วยเป็นส่วนมากการขยายองค์กรกรรมกรสากลในแคว้นเยอรมันต่อมา เป็นการดำเนินงานของโจฮัน เบกเกอร์ (Johann Becker) นักสังคมนิยมชาวปรัสเซียซึ่งเข้าร่วมการประชุมสากลที่เจนีวา จากนั้น ก็ได้เป็นแกนในการจัดตั้งสาขาตามเมืองต่าง ๆ ในเยอรมันมากกว่า 10 แห่ง โดยการประสานงานกับมาร์กซ สำหรับมาร์กซเอง เขายัง มีแรงบันดาลใจไม่น้อยสำหรับการเคลื่อนไหวสากลในแคว้นเยอรมันต่าง ๆ เพราะ มาร์กซเห็นว่า ชนชั้นกรรมาชีพในเยอรมันมีศักยภาพ และมีความสุกงอมที่จะก่อการปฏิวัติสังคมนิยมได้ จากคำปราศรัยของมาร์กซ ต่อสมาคมศึกษาของกรรมกรเยอรมัน ในเดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1867 เขาอธิบายว่า ชนชั้นกรรมกรเยอรมันมีเงื่อนไขมากที่สุดที่จะก่อการปฏิวัติสังคมนิยม ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ
ช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการโต้เถียงเรื่องการอ้างคำพูดของ แกลดสโตน และการก่อตั้งสัมมัชาสากลที่หนึ่ง มาร์กซยังปลีกเวลาไปให้กับการวิจัยค้นคว้างานด้านเศรษฐศาสตร์ และประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ และเชิงทฤษฎีสำหรับการเขียนหนังสือชื่อ ทุน (ภาษาเยอรมัน Das Kapital ) อีกด้วย
![]() มาร์กซต้องการที่จะศึกษารวบรวมและเขียนอธิบาย เศรษฐกิจการเมืองในลักษณะมวลรวมของ ระบอบทุนนิยม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับลักษณะ และการทำงานของทุน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญ ในระบอบทุนนิยม มาร์กซเริ่มลงมือศึกษา อย่างจริงจังตั้งแต่ ค.ศ. 1861 แต่ปรากฏว่าปัญหาสุขภาพ ปัญหาการเงิน และการที่มาร์กซใช้เวลา ไปเข้าร่วมการเคลื่อนไหวกรรมกรสากลทำให้งานเขียนเรื่องนี้ล่าช้าไปมาก แต่กระนั้นก็ปรากฏว่า มาร์กซได้วางเค้าร่างของทฤษฎีทางเศรษฐกิจเอาไว้ในรูป ของบทความย่อย เดือนมีนาคม ค.ศ. 1865 ขณะที่งานเขียนคืบหน้าไปขั้นหนึ่ง มาร์กซได้ติดต่อกับสำนักพิมพ์ เมสเนอร์แอนด์เบหร์ (Meissner and Behre) ในเมืองฮัมบูร์กเพื่อที่จะเสนอพิมพ์หนังสือ
โดยมีวิลเฮล์ม สโตรห์น (Wilhelm Strohn) อดีตสมาชิกสันนิบาตคอมมิวนิสต์ คนหนึ่งเป็นคนประสานงาน ในที่สุดเดือนกันยายน ค.ศ.1867 หนังสือเรื่องทุน ได้รับการตีพิมพ์เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ในชื่อเต็มว่า ทุน: บทวิพากษ์ทางเศรษฐศาสตร์การเมือง เล่มที่ ๑ ตอนที่ ๑ Capital. A Critique of Political Economy, Volume I โดยเขาอธิบายวัตถุประสงค์ของการเขียนหนังสือเล่มนี้ว่า เพื่ออธิบายกฎเกณฑ์การเคลื่อนไหวของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ หรือ "สังคมทุนนิยม" นั่นเอง ในคำนำของมาร์กซ เขาอธิบายไว้ว่า เรื่องทุน เล่มที่ 2 จะเป็นการอธิบายเรื่องการหมุนเวียนของทุน เล่มที่ 3 เป็นเรื่อง รูปแบบที่ต่างกันเมื่อมีการพัฒนาของทุน และเล่มที่ 4 จะเป็นเล่มสุดท้ายว่าด้วย ประวัติศาสตร์ ของทฤษฎี อย่างไรก็ตาม มาร์กซยังไม่ทันเขียนได้เสร็จสิ้น ในสมัยที่มาร์กซยังมีชีวิตอยู่จึงมีการตีพิมพ์ เพียง ทุนเล่ม ที่ 1 นี้เท่านั้น
เองเกลส์ ผู้เรียบเรียงงานเขียนของมาร์กซ เพื่อลงตีพิมพ์เล่มต่อ ๆ มา อธิบายว่า มาร์กซเขียนต้นร่างของเรื่องทุน เล่มที่ 2 เสร็จแล้ว ดังนั้น เองเกลส์จึงได้นำมาตีพิมพ์ ทุนเล่มที่ 2 ที่ว่าด้วยการ วิเคราะห์การสะสมทุน และการผลิตสินค้า ซึ่งในส่วนนี้มาร์กซนำคณิตศาสตร์ มาวิเคราะห์จำนวนมาก สำหรับทุนเล่มที่ 3 มาร์กซยังเขียนไม่เสร็จสมบูรณ์ เองเกลส์ต้องรวบรวมจากต้นร่างจำนวนมาก และพิมพ์เป็น ทุน เล่มที่ 3 โดยเป็นการอธิบายเรื่องเกี่ยวกับ อัตรากำไรและมูลค่าต่อมา มาร์กซไม่ได้เข้าร่วมประชุมกับสมัชชาสากลที่หนึ่ง ในครั้งต่อ ๆ มาที่จัดกันที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และ เบลเยียม และที่อื่น ๆ อีกเลย ด้วย เพราะเขาเริ่มล้มป่วย และยากจนไม่มีเงินจ่ายค่าเดินทาง เหตุนี้เอง ทำให้ กลุ่มลัทธิปรูดง (จากสวิส ฯ และ ฝรั่งเศส) ที่ไปเข้าประชุมเป็นส่วนข้างมาก ครอบงำการประชุม แต่กลุ่มนี้ก็ยังคงสนับสนุนให้มาร์กซอยู่ในตำแหน่งคณะมนตรีของสากลต่อไป ค.ศ. 1868 ลัทธิชาตินิยมฝ่ายขวาที่นำโดย บิสมาร์ค กลับขยายตัวมากขึ้น ทำให้กลุ่มสังคมนิยมเยอรมันต้องรวมตัวกันเพื่อต่อต้าน ในฝรั่งเศส รัฐบาลของกษัตริย์นโปเลียนที่ 3 ตัดสินใจที่จะกวาดล้างจับกุมกลุ่ม ลัทธิปรูดง เดือน มีนาคม ค.ศ.1868 ผู้นำกลุ่มปรูดง คือ อังรี โตแลง และ อื่น ๆ ถูกดำเนินคดี และศาลฝรั่งเศสตัดสินจำคุกหนักเบาแตกต่างกันไป และสมัชชาสากล ฯ ก็ถูกประกาศให้เป็น องค์กรผิดกฎหมายในฝรั่งเศส การที่ผู้นำกลุ่มปรูดงถูกจับกุม ทำให้อิทธิพลของกลุ่มนี้ที่มีอยู่ในองค์กรสากลลดลงด้วย
ในการประชุมสมัชชาสากลครั้งที่ 4 ที่เมืองบาเซิล ในสวิสเซอร์แลนด์ กันยายน ค.ศ. 1869 (ซึ่งมาร์กซ ยังคงไม่ได้เข้าร่วม) ถือเป็นจุดสูงสุดของสากลที่หนึ่ง เพราะการเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมกรในยุโรป กำลังอยู่ในระยะกระแสสูง ในปีนี้เกิดการนัดหยุดงานโดยกรรมกรถ่านหินที่เวลล์ กรรมกรทอผ้าที่นอร์มังดี และลีออง นอกจากยังมีการนัดหยุดงานทั่วไปของกรรมกร ในสวิสเซอร์แลนด์ สหรัฐ ออสเตรีย ฮังการี ปรัสเซีย ซึ่งส่วนใหญ่สมาชิกของสากลได้เข้าไปมีส่วนในการนัดหยุดงานทั้งสิ้น ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการประชุมสากลครั้งนี้ ก็คือ ไมเคิล บากูนิน (Micheal Bakunin) นักคิดอนาธิปไตย คนสำคัญ ได้ร่วมประชุมเป็นครั้งแรก และนำเสนอข้อเสนอสำคัญ คือ การยกเลิกสิทธิในการสืบมรดก ปรากฏว่า ที่ประชุมสากลเห็นพ้องกับข้อเสนอนี้ จึงทำให้บากูนินกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อไป จนที่สุดบากูนินจะต้องเผชิญหน้า และต่อสู้กับมาร์กซ ซึ่งมีอิทธิพลในสากลมาแต่เดิม
สถานการณ์ยุโรปหลังการประชุมที่บาเซิล แนวโน้มสงครามชัดเจนขึ้น เพราะบิสมาร์คต้องการใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการรวมเยอรมัน ขณะที่กษัตริย์นโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ซึ่งกำลังมีสถานะอันง่อนแง่น ก็คาดหมายว่าชัยชนะในสงครามจะมาช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของตน และทำให้บัลลังก์แห่งอำนาจ ่บิสมาร์คประสบความสำเร็จที่สามารถยั่วยุให้ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายประกาศสงคราม ก่อนในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1870 ดังนั้น สงครามฟรังโก-ปรัสเซีย จึงเกิดขึ้น วันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1870 โปเลียนที่ 3 ก็พ่ายแพ้ สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างเงื่อนไข ให้การปฏิวัติในฝรั่งเศส เพราะกลุ่มนายทุน และข้าราชการฝรั่งเศส ไม่ยอมรับเงื่อนไขการยอมจำนน จึงก่อการยึดอำนาจในกรุงปารีสในวันที่ 4 กันยายน แล้วตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นบริหารประเทศชั่วคราว ล้มเลิกระบอบกษัตริย์ ประกาศให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐ กษัตริย์นโปเลียนและมเหสีต้องหนีออกจากประเทศ โฉมหน้าทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสงครามระหว่างฝรั่งเศส ปรัสเซีย และแนวคิดสังคมนิยมในฝรั่งเศส และการพัฒนาไปสู่ คอมมูนปารีส หลังแพ้สงครามได้ที่ : มาร์กซและการปฎิวัติคอมมูนปารีส โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ)
หลังจากฝรั่งเศสประกาศเป็นสาธารณรัฐ แล้ว มาร์กซ เห็นว่า ภาระหน้าที่สำคัญขององค์กรสากลต่อจากนั้น คือ การหนุนช่วยผลักดันให้อังกฤษรับรองระบอบสาธารณรัฐ ซึ่งข้อเสนอนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากองค์กรกรรมกรของอังกฤษ แต่เขาไม่เห็นด้วยกับความพยายามในการก่อการปฏิวัติของกรรมกรฝรั่งเศส ตามแนวทางของ บลังกี เพราะเห็นว่า การปฏิวัติที่สถานการณ์ยังไม่พร้อม จะนำมาซึ่งการปราบปรามของฝ่ายปรัสเซีย และจะทำให้สถานการณ์ถอยหลังไป 20 ปี นอกจากนี้ มาร์กซคัดค้านแนวคิดของบากูนิน ที่ต้องการให้ชนชั้นกรรมกรฝรั่งเศส ก่อการปฏิวัติ เพื่อล้มล้างรัฐให้หมดสิ้นไป อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการปฏิวัติของประชาชนฝรั่งเศส และมีการสถาปนาคอมมูนปารีส มาร์กซก็เปลี่ยนท่าทีมาให้การสนับสนุน โดยมาร์กซอธิบายว่า การปฏิวัติของชนชั้นกรรมกรแห่งกรุงปารีส ซึ่งมุ่งที่จะโค่นล้มระบอบทุนนิยม เป็นความกล้าหาญอย่างยิ่ง ของชนชั้นกรรมกรฝรั่งเศส เป็นการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน และจะเป็นมิติใหม่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
เจนนี ภรรยาของมาร์กซเสียชีวิตไปก่อนมาร์กซราวสองปี ส่วนมาร์กซ หลังจากเผชิญกับอาการป่วยเป็นระยะเวลานาน ก็เสียชีวิตเมื่อ วันที่ 14 มีนาคม 1883 ที่กรุงลอนดอนนั้นเอง ศพของมาร์กซ ฝังอยู่ที่ สุสานไฮห์เกต ในลอนดอน บนป้ายชื่อของเขาจารึกว่า: กรรมาชีพในทุกพื้นถิ่น จงรวมพลัง ! (Workers of all lands, unite !) แหล่งข้อมูล และรูปภาพ : www.marxists.org , www.firelamtung.com , http://de.wikipedia.org
| |
29 Aug 06 | by BioLawCom | tags บุคคลไม่ธรรมดา






แม้ลอนดอนจะเป็นสถานที่ที่มาร์กซทิ้งมรกดทางเศรษฐศาสตร์ชิ้นสำคัญที่สุดไว้ (หนังสือ "ทุน") รวมทั้งเขายังเป็นตัวตั้งตัวตีให้เกิดองค์กรสากลของชนชั้นกรรมาชีพขึ้นใหม่ จนขบวนการปฏิวัติกลับฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้ง แต่กล่าวได้ว่า ในช่วงสุดท้ายของชีวิตของมาร์กซ นอกจากต้องเจอโรครุมเร้าแล้ว เขาและครอบครัวยังค่อนข้างลำบาก และยากจน จนต้องคอยอาศัยเงินช่วยเหลือจากเองเกิลส์สหายรักอยู่เป็นระยะ ๆ
ชมรมศึกษาปัญหายาเสพติด
สวงาสวง ชมรมศึกษาปัญหายาเสพติด เป็นองค์กรหนึ่งที่ต่อต้านเผด็จการ
12 Jul 07