ComBioLaw.De » บทความ » บุคคลไม่ธรรมดา » คาร์ล มาร์กซ (กันยายน ๒๐๐๖) (๑)

คาร์ล มาร์กซ (กันยายน ๒๐๐๖) (๑)

Author : BioLawCom รวบรวม

Quelle : BioLawCom.de

Category : บุคคลไม่ธรรมดา

Publisher : BioLawCom

บุคคลไม่ธรรมดา บุคคลไม่ธรรมดา

image

คาร์ล มาร์กซ

(Marx, Karl )

นักคิดชาวเยอรมัน ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อโลก มาร์กซเป็นทั้ง นักปรัชญา นักเคลื่อนไหว นักข่าว และนักเศรษฐศาสตร์การเมือง เขาไม่ได้เป็นแค่นักทฤษฎีทางสังคมและการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการจัดตั้ง สมัชชากรรมกรสากล (International Workingmen´s Association) ในช่วงสมัยหลังปฏิวัติยุโรปด้วย

มาร์กซเป็นนักคิดสำคัญที่คอยวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาต่าง ๆ ในลักษณะของ นักข่าว และนักปรัชญา ผลงานโดดเด่นของเขามีมากมายมหาศาล โดยมีแนวคิดหลักที่สำคัญ และทรงอิทธิพลอย่างยิ่งจนถึงปัจจุบัน คือ บทวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ที่มองผ่านการปะทะกันระหว่างชนชั้น ดังคำนำในหนังสือ "แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ " (The Communist Manifesto ) ว่า:

ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมา ล้วนแต่เป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น

image

งานเขียนต่าง ๆ ของมาร์กซ ต่อมาได้กลายเป็นแกนหลักของการเคลื่อนไหวในแนวทาง ลัทธิคอมมิวสต์, สังคมนิยม, ลัทธิเลนิน และ ลัทธิมาร์กซ

image คาร์ล มาร์กซ เกิดวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1818 ที่เมืองเทรียร์ (Trier) แคว้นปรัสเซีย (ปัจจุบันอยู่ในประเทศเยอรมนี) ครอบครัวของมาร์กซเป็น ชาวยิวหัวก้าวหน้า ที่มีแนวคิดแบบเสรีนิยม ฐานะอยู่ในระดับชนชั้นกลาง ไฮน์ริช มาร์กซ (Marx, Heinrich) บิดาของมาร์กซ เป็นทนายความ ชื่อสกุลเดิม คือ "มาร์กซ เลวี" ซึ่งแปลงมาจากชื่อสกุลยิวเก่าว่า "มาร์โดไค" และในปีค.ศ. 1824 พ่อของมาร์กซ จำเป็นต้องเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายลูกเธอร์ (โปรเตสแตนท์) ซึ่งเป็นศาสนาประจำรัฐปรัชเซีย

มาร์กซได้คะแนนดีในการเรียนระดับมัธยม (Gymnasium or High School) ซึ่งเขาเข้าเรียนที่โรงเรียนระดับมัธยมปลายในเมืองเทรียร์บ้านเกิด นอกจากนี้เขายังได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ระดับมัธยมปลาย ที่มีชื่อว่า "ศาสนา: กาวที่เชื่อมสังคมเข้าด้วยกัน" ด้วยและงานชิ้นแรกนี้ ก็เป็น จุดเริ่มต้นให้กับงานวิเคราะห์ศาสนาของเขาในเวลาต่อมา

มาร์กซเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา ที่มหาวิยาลัยแห่งเมืองบอนน์ ใน ปี ค.ศ. 1833 คณะกฎหมาย เอกประวัติศาสตร์ และ ปรัชญา ที่บอนน์ มาร์กซเข้าชมรมนักเดินทางแห่งเทรียร์ (และบางช่วงยังได้เป็นประธานชมรม) อย่างไรก็ตาม มาร์กซใช้เวลาส่วนใหญ่ ไปกับการร้องเพลงอยู่ในร้านเบียร์ จนทำให้ผลการเรียนเริ่มตกต่ำ ปีถัดไป บิดาจึงให้เขา ย้ายไปเรียนที่ มหาวิทยาลัยฟรีดรีช-วิลเฮล์ม (Friedrich-Wilhelms-Universität) กรุงเบอร์ลิน ที่เอาจริงเอาจังด้านวิชาการมากกว่า ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยนี้ ก็คือ มหาวิทยาลัยฮุมโบล์ดท (Humboldt University of Berlin) นั่นเอง

image

ที่กรุงเบอร์ลิน มาร์กซเริ่มหันเหไปสนใจปรัชญาอย่างเต็มที่ ชีวิตในวัยหนุ่มของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลง อย่างจริงจัง หลังจากได้รับอิทธิพลแนวคิดของ เกออร์ก เฮเกล (Friedrich Hegel) ท่ามกลางความไม่พอใจของบิดา เขาสมัครเข้าเป็นสมาชิกของ กลุ่มนิยมเฮเกลรุ่นใหม่ (Yong Hegelians) ซึ่งถือเป็น กลุ่มนิยมลัทธิเฮเกลฝ่ายซ้าย (Left Hegelians) นำโดย บรูโน บาวเออร์ (Bruno Bauer ) อาจารย์ฝ่ายก้าวหน้า สอนปรัชญาที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน

imageเกออร์ก เฮเกิล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel) เสียชีวิตใน ปี ค.ศ1831 เป็นนักคิดผู้ทรงอิทธิพลทางวิชาการในสังคมเยอรมนี อีกคนหนึ่ง ปรัชญาของเฮเกล คือ ลัทธิจิตนิยม (idealist) เฮเกลเชื่อว่า สิ่งที่เป็นความจริงจะต้องมีลักษณะสมบูรณ์ทั่วด้าน ที่เรียกว่า จิตสัมบูรณ์ เป็นตัวตนสมบูรณ์ ครอบงำสรรพสิ่ง และเป็นสิ่งตรงข้ามกับโลกความเป็นจริงที่มนุษย์เห็นอยู่โดยทั่วไป หรือสัมผัสได้

เฮเกลเห็นว่า โลกเชิงประจักษ์นั้น เป็นเพียงการสะท้อนออกบางส่วนของความจริง แต่ไม่ใช่ความจริงที่สมบูรณ์ เขาอธิบายความจริงสูงสุดของโลกว่า คือ หลักเหตุผล (rational) มนุษย์จะเข้าถึงความจริงได้ก็ด้วยความเข้าใจในหลักเหตุผล หรือ ใช้กระบวนการทางตรรกวิทยา อย่างไรก็ตามจุดเด่นในปรัชญาเฮเกล คือ ทัศนะแบบวิภาษวิธี (dialectic) ที่อธิบายว่า จิต หรือ ตัวตนสมบูรณ์ นี้แสดงออกในรูปของความขัดแย้ง 2 ด้าน คือ ด้าน สนับสนุน และ ด้านปฏิเสธ ด้านหนึ่ง เป็นบทเสนอ (thesis) ส่วนอีกด้านหนึ่ง เป็นบทแย้ง (antithesis) และวิวัฒนาการการต่อสู้ระหว่าง 2 ด้านที่ขัดแย้งนี้เอง จะนำมาสู่การพัฒนาของสิ่งใหม่ ที่จะเรียกว่า บทสรุป (synthesis) และบทสรุปนี้ก็จะกลายเป็นบทเสนอ (thesis) ใหม่ ก่อให้เกิดบทแย้ง (antithesis) ใหม่ และนำมาสู่บทสรุป (synthesis) ใหม่ ไปจนสิ้นสุดกระบวนการพัฒนาที่จะนำไปสู่ความเป็น จิตสมบูรณ์อันแท้จริง

กล่าวโดยสรุป หลักปรัชญาของเฮเกล คือ ปรัชญาจิตนิยม ที่ให้ความสำคัญแก่ความคิดในเชิงเหตุผล ความน่าสนใจของปรัชญาเฮเกล คือ การวิเคราะห์สรรพสิ่งว่ามีกระบวนการขัดแย้งภายใน และทำให้ สรรพสิ่งพัฒนา ข้อเสนอใหม่เหล่านี้เองที่ทำให้ปรัชญาเฮเกล เป็นที่สนใจอย่างมาก และทำให้มีผู้ศึกษาตามมาอีกมากมาย

สนใจประวัติเฮเกล และ การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์และสังคม อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : วัยหนุ่มของคาร์ล มาร์กซ โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

หลังจากเฮเกลถึงแก่กรรม กลุ่มผู้สนใจปรัชญาของเฮเกล แตกออกเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มลัทธิเฮเกลฝ่ายขวา และกลุ่ม ลัทธิเฮเกลฝ่ายซ้าย โดยประเด็นหลักที่มีความแตกต่างกัน คือ การวิเคราะห์ศาสนา กลุ่มเฮเกลฝ่ายขวา ยอมรับว่า ศาสนา เป็นสัจธรรมที่เป็นเหตุผล และ พระเจ้า คือ พัฒนาการของเหตุผลสมบูรณ์ ส่วนกลุ่มเฮเกลฝ่ายซ้าย เห็นว่า สาระของศาสนา คือ ความจริงที่บิดเบี้ยว การพัฒนาของศาสนา จึง มาจากด้านที่ไม่สมเหตุผล และ คำสอนของศาสนา คือ มายาคติ (myth) ที่ถูกสร้างขึ้น

ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อน ค.ศ. 1838 ที่มาร์กซได้อ่านงานของเฮเกล มาร์กซรับแนวปรัชญาของเฮเกลทันที และเมื่อในระยะนั้น บรูโน บาวเออร์ ตั้งกลุ่มศึกษาที่ชื่อว่า กลุ่มนิยมเฮเกลรุ่นใหม่ ขึ้น มาร์กซจึงเข้าร่วมด้วยทันทีเช่นกัน แนวโน้มของกลุ่มยุวชนลัทธิเฮเกลฝ่ายซ้ายเหล่านี้ นอกจากวิพากษ์ศาสนาแล้ว ยังมีแนวโน้มในการวิพากษ์ รัฐปรัสเซียด้วย โดยมาร์กซ เป็นหนึ่งในนักคิดของกลุ่ม ที่เริ่มเอาลัทธิเฮเกล มาวิเคราะห์สังคม และการเมือง คนอื่นในกลุ่มที่สำคัญก็เช่น อด็อฟ รูเตนเบิร์ก (Adolph Rutenberg) นักภูมิศาสตร์ที่หันมาสนใจปรัชญา คาร์ล คืปเปน (Karl Keppen) ซึ่งเขียนหนังสือเรื่อง เฟรเดอริก มหาราช และ กลุ่มต่อต้าน นอกจากนี้ บรูโน บาวเออร์ ก็เคยเสนอผลงานของเขา ชื่อ รัฐคริสเตียนในยุคสมัยของเรา จนมีผลกระทบกับหน้าที่การงานของเขาเองในภายหลัง

ในด้านการศึกษานั้น แม้ในระยะแรก มาร์กซจะพยายามศึกษา วิชากฏหมาย ควบคู่กับปรัชญา จึงหันไปศึกษา "นิติปรัชญา" อย่างไรก็ตามใน ค.ศ. 1938 มาร์กซยกเลิก การศึกษากฏหมาย และหันมาสนใจปรัชญาแต่เพียงอย่างเดียว

ตั้งแต่ ค.ศ. 1839 มาร์กซ ตัดสินใจทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาเอก เพื่อจะได้เข้าเป็นอาจารย์สอนปรัชญาในมหาวิทยาลัย เขาทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "ความแตกต่างระหว่างปรัชญาธรรมชาติของ เดโมคริตุสกับปรัชญาธรรมชาติของเอพิคิวรัส” ในงานชิ้นนี้ มาร์กซ ศึกษาปรัชญาของ เดโมคริตัส (Democretus) และ เอพิคิวรัส (Epicurus) นักปรัชญากรีก 2 คน ที่มีแนวคิดในเชิง วัตถุนิยม materialism มาร์กซนำปรัชญาทั้งสองสำนักมาเปรียบเทียบกัน แล้วชี้ให้เห็นว่า ความคิดของ เดโมเครตัสเป็นแบบกลไกที่เห็นว่า สรรพสิ่งดำเนินไปภายใต้กฎเกณฑ์ ทางวัตถุ แต่กลับคิดว่า ความรู้ที่ถูกต้องมาจาก การคิด ซึ่งเท่ากับเป็น การตั้งข้อสงสัยต่อโลกของผัสสะ ขณะที่เอพีคิสรัส ยอมรับโลกของ ผัสสะว่าเป็น ความจริงแท้ แต่พยายามรักษาเจตจำนงอิสระของมนุษย์ และจุดมุ่งหมายไปสู่ความสุข ซึ่งเป็นการปฏิเสธการกำหนดโดยโลกของวัตถุ มาร์กซเห็นว่า ปรัชญาของเอพีคิวรัสมีข้อเด่นตรงที่ ยอมรับในจิตเสรีของมนุษย์เหนือข้อกำหนดทางวัตถุ

วิทยานิพนธ์ของมาร์กซ ถือเป็นงานที่ดีมากชิ้นหนึ่ง ในการวิเคราะห์ปรัชญาวัตถุนิยม ของทั้งสองสำนัก อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยฟรีดรีช- วิลเฮล์ม ไม่ยอมให้มาร์กซ ส่งวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก เพราะ ถูกคาดหมายว่างานของเขาอาจไม่เป็นที่ยอมรับ เนื่องจากขณะนั้น มาร์กซ ได้ชื่อว่าเป็นนักคิดแนวถอนรากถอนโคนในกลุ่มนิยมเฮเกิลรุ่นใหม่ มาร์กซจึงส่งวิทยานิพนธ์นั้นไปยังมหาวิทยาลัยเจนาแทน มหาวิทยาลัยเจนา จึงกลายเป็นมหาวิทยาลัยที่มาร์กซจบการศึกษา และได้รับปริญญาเอกสาขาปรัชญา ในเดือนเมษายนใน ปีค.ศ. 1841

ในระหว่างที่มาร์กซทำวิทยานิพนธ์ บาวเออร์ ย้ายไปเป็นอาจารย์ ที่มหาวิทยาลัยบอนน์ และเคยชวนมาร์กซให้ไปทำงานที่นั่นด้วย เมื่อจบ การศึกษา มาร์กซกลับไปพักผ่อนที่บ้านเมืองเทรียร์ ราวเดือนเศษ จากนั้น ก็สมัครเข้าเป็นอาจารย์สอนปรัชญาที่มหาวิทยาลัยบอนน์

แต่เนื่องจากในช่วงเวลานั้น บาวเออร์กำลังประสบปัญหา จากข้อเสนอของเขาที่วิจารณ์ศาสนาที่ว่า พระเจ้าเป็นสิ่งไม่มีอยู่จริง พระวรสารของพระเจ้า จึงเป็นเรื่องเหลวไหล พระเยซูจึงไม่ใช่พระบุตร และเป็นไปได้ด้วยว่า พระเยซูจะไม่มีตัวจริงทางประวัติศาสตร์ ปรัสเซียซึ่งกำลังมีการเปลี่ยน แปลงทางการเมือง จากการที่กษัตริย์เฟรเดอริกวิลเลียมที่ 4 ขึ้นครองราชย์ ใน ค.ศ. 1840 และพยายามที่จะดำเนินการต่าง ๆ ให้เข้มงวดขึ้น รัฐปรัสเซียเห็นว่า ข้อเสนอของบาวเออร์เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ เดือนมีนาคม ค.ศ. 1842 บาวเออร์ ถูกปลดตำแหน่งจากมหาวิทยาลัย ซึ่งย่อมหมายถึงว่า โอกาสที่มาร์กเข้าจะรับตำแหน่ง อาจารย์ในมหาวิทยาลัยบอนน์หมดลงไปด้วย

มาร์กซหันเหไปทำอาชีพเป็นนักหนังสือพิมพ์ โดยเริ่มทำงานกับ หนังสือพิมพ์ไรน์ (Rheinische Zeitung) มีผู้ร่วมงานสำคัญ คือ อาร์โนลด์ รูเก (Arnold Ruge ) นักวิชาการหัวก้าวหน้าอีกคนหนึ่งของยุคสมัย และเป็นพวกลัทธิเฮเกลฝ่ายซ้ายเช่นเดียวกับมาร์กซ รูเกถูกปฏิเสธจาก ตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก่อน เขาจึงหันมายึดอาชีพหนังสือพิมพ์ เพื่อเผยแพร่ความรู้ และความคิดใหม่สู่ประชาชน ต่อมา บาวเออร์ก็เขียน บทความลงเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ของรูเกเช่นกัน

image

มาร์กซ เริ่มเขียนบทความลง หนังสือพิมพ์ไรน์ ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ.1842 จากนั้น ก็เขียนบทความต่าง ๆ ลงเรื่อยมาอย่างสม่ำเสมอ (บทความต่าง ๆ ของมาร์ก ที่เคยเผยแพร่ใน Rheinische Zeitung) ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมืองโดยตรงอีกด้วย ทั้งนี้สืบเนื่องจาก ประวัติศาสตร์ของ แคว้นไรน์แลนด์ เอง ที่เคยถูก ฝรั่งเศสผนวกในสมัยสงครามนโปเลียน และเป็นผลทำให้ระบบศักดินาถูกยกเลิก เศรษฐกิจทุนนิยมพัฒนา ดังนั้น เมื่อเขตนี้ ถูกรวมเข้ากับปรัสเซีย ในปี ค.ศ. 1814 จึงกลาย เป็นเขตที่ อิทธิพลเสรีนิยม รุนแรงที่สุด เคยมีการรณรงค์เผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตย ซึ่งมีเป้าหมายเรียกร้องสิทธิของราษฎร ให้มีการเมืองในระบบรัฐสภา ให้มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการบริหารประเทศ ซึ่งขัดแย้งอย่างมากกับรัฐปรัสเซีย ซึ่งเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ อำนาจสูงสุดอยู่ที่กษัตริย์ และมิได้ให้สิทธิแก่ราษฎร

หนังสือพิมพ์ไรน์ ก็ถูกผลักดันให้เกิดขึ้นโดย กลุ่มโคโลญน์ ซึ่งเป็นกลุ่มปฏิวัติเรียกร้อง โดยเริ่มออกเผยแพร่ ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1842 มีเป้าหมาย เพื่อเป็นกระบอกเสียง เผยแพร่แนวคิดเสรีนิยม และประชาธิปไตย จึงกล่าวได้ว่า ไรน์ไซท์ทุ่ง หรือ หนังสือพิมพ์ไรน์ นี้ ก็คือ หนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าอย่างยิ่งฉบับหนึ่งในสมัยนั้น เมื่อมาร์กซเข้าประจำ กองบรรณาธิการ ในเดือน เมษายน ค.ศ.1842 โดยมี อด็อฟ รูเตนเบิร์ก เป็นบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์สำนักนี้ ถูก จับตาอย่างมากจากรัฐปรัสเซีย รัฐบาลกลาง เคยเสนอให้ปิดหนังสือพิมพ์นี้ แต่รัฐบาลท้องถิ่นไรน์แลนด์ เกรงว่า การปิดหนังสือพิมพ์จะยิ่ง ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่ประชาชน จึงสัญญาว่า จะคอยควบคุม ดูแลอย่างใกล้ชิด กิจการจึงยังดำเนินต่อมาได้เรื่อย ๆ ต่อมาปรากฏว่า รูเตนเบิร์ก มีปัญหาในการทำงานเป็นบรรณาธิการ เพราะติดสุราอย่างหนัก จนทำให้เสียงานหลายครั้ง มาร์กซจึงต้องเข้าไปมี บทบาทในการบริหารกองบรรณาธิการเพิ่มขึ้น จนในเดือน ตุลาคม ค.ศ. 1842 มาร์กซก็ได้รับตำแหน่ง บรรณาธิการ

หลังจากที่มาร์กซรับตำแหน่งบรรณาธิการแล้ว หนังสือพิมพ์ก็เป็นที่สนใจเพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชน ยอดขายเพิ่มขึ้นตามลำดับ จน กลายเป็นหนังสือพิมพ์ระดับชาติ ที่รณรงค์ในเรื่องประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามเพื่อลดการเพ่งเล็งจากรัฐบาลท้องถิ่นไรน์แลนด์ มาร์กซตกลงที่จะลดการวิพากษ์ศาสนาลง แล้วใช้หน้าหนังสือพิมพ์ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นหลัก หนังสือพิมพ์ไรน์ภายใต้การบริหารของมาร์กซ เคยถูกโจมตีจากหนังสือพิมพ์ออกสเบิร์กคู่แข่ง โดยมุ่งหวังเร่งเร้าให้รัฐบาลปิดหนังสือพิมพ์ไรน์ ในข้อหา เป็น เอกสารคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้สืบเนื่องจากการที่ หนังสือพิมพ์ไรน์ ลงข่าวการเคลื่อนไหวของกลุ่มสังคมนิยมขอ งฟูริเอร์ ซึ่งเปิดประชุมที่เมืองสตาร์บูร์ก

แนวคิดสังคมนิยมของ ชาร์ล ฟูริเออร์ (Charles Fourier) กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในสมัยนั้น โดยเฉพาะแนวคิดในการสร้างชุมชนอุดมคติที่ เรียกว่า ฟาลังสแตร์ (phalanstere) ซึ่งจะมีกรรมสิทธิทั้งหมดเป็นของส่วนรวม ที่สมาชิกเป็นเจ้าของโดยเท่าเทียมกัน

ไม่เป็นที่ชัดเจนว่า มาร์กซ นิยมความคิดของฟูริเอร์หรือไม่ แต่เขาก็ตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องคอมมิวนิสต์ ไป โดยชี้แจงว่า บทความในหนังสือพิมพ์ไรน์ ยังไม่มีเรื่องใดเลยที่นำเสนอความคิด หรือ อุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์ การ กล่าวหาโดยอ้างเพียงไม่กี่ประโยคนั้น ไม่อาจยอมรับได้ การตอบโต้ครั้งนั้นเอง ชี้ให้เห็นว่า ในขณะนั้น มาร์กซ ยังไม่ได้มี อุดมการณ์แบบสังคมนิยมเต็มที่นัก แม้ว่าหนังสือพิมพ์ไรน์จะสนใจ และเห็นใจความทุกข์ยากของคนยากคนจน แต่ก็นำเสนอเพียงเพื่อให้เห็นว่า คนเหล่านี้ตกเป็นผู้ถูกกระทำของสังคม มาร์กยังไม่ได้เห็นว่า ชนชั้นกรรมกรเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ความสนใจปัญหาสังคม และศึกษาชีวิตของคนยากจนชนชั้นล่าง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในชีวิตของมาร์กซอย่างหนึ่ง ในช่วงระยะที่ทำงานกับหนังสือพิมพ ์นี้ เพราะเป็นการดึงเขาออกจากโลกที่ศึกษาแต่เพียงประเด็นทางปรัชญา มาสู่การต้องเข้าใจเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นจริงมากขึ้น มาร์กซเริ่มทำความเข้าใจกับความเป็นไปของสังคม และเริ่มสนใจศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ ต่อมาปรากฏว่า กลุ่มโคโลญจน์ เริ่มศึกษาแนวคิดสังคมนิยมฝรั่งเศสนี้อย่างจริงจัง มีการพบปะแลกเปลี่ยนกันในแนวคิดสังคมนิยม มาร์กซก็ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยน จนทำให้เขากลายเป็นผู้นำสังคมนิย มฝรั่งเศสไปด้วย

image

ระหว่างที่เป็นบรรณาธิการ มาร์กซ ยังได้พบ เฟรดเดอริก เองเกลส์ (Frederick Engels) เป็นครั้งแรก ในระหว่างที่เองเกลส์กำลังจะเดินทางจากเบอร์ลินไปอังกฤษ เขาแวะมายังกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไรน์ และได้พบกับมาร์กซด้วย แต่การพบกันในครั้งนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ทั้งคู่คุ้นเคย สนิทสนม จนไม่มีใครคาดหมายได้ว่า ต่อไปเขาจะกลายเป็นผู้ร่วมงานด้วยกันไปจนตลอดชีวิต

หนังสือพิมพ์ไรน์ เริ่มถูกคุกคามมากขึ้นจากเจ้าหน้าที่เซ็นเซอร์ เนื่องจากบทความของมาร์กซ ที่วิจารณ์การดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยเหตุผลของรัฐบ าลปรัสเซีย นอกจากนี้ พระเจ้าซาร์รุสเซีย ยังเคยประท้วงมายังรัฐบาลปรัสเซียด้วยว่า หนังสือพิมพ์ไรน์ ลงบทความที่เป็นปฏิปักษ์กับระบอบซาร์ มาร์กซขอลาออกจากตำแหน่งบรรณาธิการ ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1843 ด้วยคาดหวังว่า หนังสือพิมพ์จะยังคงดำเนินการต่อไปได้ ภายใต้บรรณาธิการคนใหม่ แต่แล้วรัฐบาลไรน์แลนด์ ก็สั่งให้ปิดทำการโดยสิ้นเชิงตั้งแต่ วันที่ 31 มีนาคม 1843 เป็นต้นไป

มาร์กซตัดสินใจที่จะดินทางไปต่างประเทศ โดยมุ่งหวังจะทำหนังสือพิมพ์ ที่มีเนื้อหาปฏิวัติ แล้วส่งข้ามแดนมายังปรัสเซียต่อ ซึ่งก็ปรากฏว่า อาร์โนล รูเก กับนักคิดคนสำคัญอีกคนหนึ่ง ชื่อ จูเลียส โฟรเบล (Julius Froebel) ก็คิด่จะออกหนังสือพิมพ์ในต่างประเทศ อยู่เหมือนกัน ทั้งคู่จึงชักชวนมาร์กซ ให้ร่วมในกองบรรณาธิการด้วย มาร์กซตกลงทันที ด้วยความมุ่งหวังที่จะให้หนังสือพิมพ์นี้ เป็นสื่อนำความคิดปฏิวัติมาสู่รัฐเยอรมันทั้งหลาย

image

กลางปี 1843 มาร์กซเดินทางกลับไปยังเมือง ครอยซ์นาร์ค (Kreuznach) เมืองใกล้เมืองเทรียส์บ้านเกิด เพื่อแต่งงานกับ เจนนี ฟอน เวสฟาเลน (Jenny von Westphalen) แล้วไปฮันนีมูนที่สวิสเซอร์แลนด์ ในด้านชีวิตครอบครัว มาร์กซกับเจนนี มีลูกด้วยกันหลายคน แต่ก็มีหลายคนเช่นกันที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก เอลินอร์ มาร์กช (Marx, Eleanor ) ลูกสาวของเขา (1855-1898) ซึ่งเกิดใน ลอนดอน ก็เป็นนักสังคมนิยมที่ทุ่มเท และช่วยแก้ไขงานของพ่อด้วย

มาร์กซกับเจนนีกลับมาก็อาศัยอยู่ที่ครอยซ์นาร์ค อีกราว 3 เดือน ในระหว่างนี้เอง ที่มาร์กซได้ใช้เวลาทบทวนปรัชญาของเฮเกล และศึกษาปรัชญาวัตถุนิยม ของ ลุดวิก ฟอยเออร์บาค (Ludwig Feuerbach ) อย่างลึกซึ้งมากขึ้น

ฟอยเออร์บาค เป็นนักปรัชญาก่อนหน้ามาร์กซ ชาวบาวาเรีย เกิดเมื่อ ค.ศ. 1807 ตั้งใจจะศึกษาวิชาเทววิทยาในมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน แต่ปรากฏว่า ในระหว่างนั้นได้รับอิทธิพลของเฮเกล จึงหันมาศึกษาวิชาปรัชญาแทน ผลงานที่สำคัญของ ฟอยเออร์บาค คือ สาระสำคัญของคริสต์ศาสนา ซึ่งเป็นการใช้แนวคิดแบบวัตถุนิยมมาวิเคราะห์ศาสนาคริสต์ นอกจากนี้ก็ คือ ข้อเสนอเบื้องต้นว่าด้วยการปฏิรูปปรัชญา ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ในสวิสเซอร์แลนด์ ค.ศ. 1843 โดยรูเก ส่งบทความนี้มาให้มาร์กซ สร้างความสนใจแก่มาร์กซอย่างมาก เพราะฟอยเออร์บาคนำแนวคิด วัตถุนิยม มาวิพากษ์ปรัชญาของเฮเกล

อย่างไรก็ตาม มาร์กซไม่เห็นด้วยกับฟอยเออร์บาค นัก เพราะ แนวเสนอของฟอยเออร์บาค ขาดการพิจารณามิติทางประวัติศาสตร์ และการเมือง จึงเป็นการวิพากษ์เฮเกล แต่เฉพาะรากฐานทางปรัชญา ดังนั้นมาร์กซจึงเขียนเรื่อง วิพากษ์ปรัชญาว่าด้วยสิทธิของเฮเกล โดยประเด็นหลักที่นำเสนอ คือ รัฐปรัสเซียไม่มีทางที่จะเป็นรัฐที่สมเหตุสมผล หรือรัฐที่มีเสรีภาพสมบูรณ์ตามอุดมคติของเฮเกลได้เลย และการปกครองของปรัสเซียภายใต้ระบบกษัตริย์ คือ ระบบการเมืองที่กดขี่ และปราบปรามประชาชน

เมืองสตราบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ไม่อนุญาตให้พวกของรูเก ใช้เป็นที่ตั้งเพื่อเปิดหนังสือพิมพ์ที่คิดกันไว้ รูเก จึงเลือกกรุงปารีส เป็นสถานที่ตั้งแทน เดือน สิงหาคม ค.ศ. 1843 รูเก และโมเสส เฮส เดินทางยังปารีส เพื่อเตรียมการออก วารสาร ภายใต้ชื่อ Deutsch- Französische Jahrbücher บุคคลที่รับเขียนในกองบรรณาธิการนี้ นอกจาก รูเก, โฟรเบล, เฮส, และ มาร์กซแล้ว ก็ยังมี จอร์จ เฮอร์เวจ (Georg Herwegh) ซึ่งเป็นกวี และ เฟรเดอริก เองเกลส์ (Friedrich Engels) มิคาอิล บากูนิน (Mikhail Bakunin) เข้าร่วมด้วย

ตุลาคม ค.ศ. 1843 มาร์กซ และเจนนี จึงเดินทางไปยังปารีส เพื่อร่วมกับกองบรรณาธิการ มาร์กซนำบทความใหม่ที่เขาเขียนมาด้วย คือเรื่อง ว่าด้วยปัญหายิว เนื่องจากขณะนั้น เรื่องของชาวยิวกำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญในปรัสเซีย หลังจากสงครามนโปเลียน ชาวเยอรมันเกิดความรู้สึกชาตินิยม และเริ่มต่อต้านชาวยิว ด้วยความรู้สึกว่าชาวยิว เป็นกลุ่มชนอื่นที่มาอาศัยดินแดน

ปัญญาชนชาตินิยมเยอรมันหลายคน เขียนบทความต่อต้านยิว และรัฐบาลปรัสเซียก็มีมาตรการต่าง ๆ ริดรอนสิทธิของชาวยิวอย่างมาก บรูโน บาวเออร์ เคยเขียนบทความคัดค้านกระแสเหยียดชนชาติยิว และเรียกร้องให้ปลดปล่อยชาวยิวจากความอยุติธรรม อย่างไรก็ตาม มาร์กซเห็นว่า ข้อวิเคราะห์ของบาวเออร์ยังเป็นนามธรรมมากเกินไป เขาจึงเสนอว่า ปัญหาเรื่องชาวยิว ก็ถือเป็นปัญหาการกดขี่ระหว่างมนุษย์เหมือนปัญหาอื่น ๆ ไม่เพียงแต่ชาวยิวเท่านั้นที่ต้องการการปลดปล่อย แต่ประชาชนคนยากจนทั้งมวล ที่ตกอยู่ภายใต้การกดขี่ ไม่ว่าจะเป็นยิว หรือคริสเตียนก็ต้องการการปลดปล่อยเช่นกัน เพราะสิทธิของประชาชนเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ภายใต้ระบอบกษัตริย์ปรัสเซีย
ปารีสในปี ค.ศ.1843 ยังอยู่ภายใต้ระบอบราชาธิปไตยของพระเจ้าหลุยฟิลิป แต่การบริหารอยู่ในมือของ กิโซต์ ซึ่งเป็นพวกอนุรักษ์นิยม อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวทางการเมือง ในปารีสยังเป็นไปอย่างคึกคัก กลุ่มการเมืองทั้งฝ่ายเสรีนิยม และฝ่ายสังคมนิยมในฝรั่งเศส ต่างก็เผยแพร่อุดมการณ์ของตนในลักษณะเปิดเผย และกึ่งเปิดเผย นอกจากนี้ปารีส ยังเป็นดินแดนของนักปฏิวัติลี้ภัยจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก รุสเซีย ปรัสเซีย และจักรวรรดิออสเตรีย ดังนั้น ชีวิตของมาร์กซในปารีสช่วงนั้นจึงเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ปารีสทำให้มาร์กซได้เพิ่มพูนความรู้ใหม่ รวมทั้งเพิ่มความจัดเจนทางการเมือง

มาร์กซ ถือโอกาสออกไปเยือนเขตกรรมกรของกรุงปารีส และเข้าประชุมกับองค์กรกรรมกรฝรั่งเศส ทำให้ได้เห็นสภาพของชนชั้นกรรมกรชัดเจนขึ้น เพราะปารีส มีการพัฒนาอุตสาหกรรม และมีชนชั้นกรรมกรมากกว่าเขตไรน์ แลนด์ เขายังได้ทำความรู้จักกับนักคิดสังคมนิยมหลายคน อาทิ เอเตียง การ์เบ้ (Etienne Cabet) หลุย บลอง (Louis Blanc) ปิแอร์ ปรูดอง (Pierre Proudhon) ได้เป็นเพื่อนกับ ไฮน์ริช ไฮน์ (Heinrich Heine) และได้รู้จัก ปัญญาชนรุสเซีย ที่ลี้ภัยในปารีส ที่สำคัญก็คือ มิคาอิล บากูนิน

นอกจากนี้ มาร์กซ ยังทุ่มเทศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส ศึกษาสังคมนิยมฝรั่งเศส และศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ด้วย มาร์กซเริ่มเข้าใกล้ขบวนการปฏิวัติอย่างจริงจังมากขึ้น ด้วยการเข้าร่วมการประชุมของ สันนิบาตเพื่อความเป็นธรรม (League of the Just) ซึ่งเป็นองค์กรปฏิวัติใต้ดินของกลุ่มเยอรมันลี้ภัย เป้าหมายของสันนิบาต คือ การโค่นล้มระบอบกษัตริย์ และสถาปนาสาธารณรัฐสังคมนิยมในดินแดนเยอรมนี ผู้นำที่สำคัญของสันนิบาตคนหนึ่ง คือ เจอร์แมน มอเรอร์

หลังจากเงื่อนไขต่าง ๆ พร้อม มาร์กซ และรูเก ก็ผลัก วารสารจาบูคเชอร์ ออกมาได้ฉบับแรก ด้วยการเผยแพร่แนวคิดเสรีนิยมฝรั่งเศสในเขตเยอรมนี เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวปร ะชาธิปไตยในรัฐต่าง ๆ ของเยอรมัน และเพื่อการเชื่อมประสานกับนักคิดสังคมนิยมฝรั่งเศส วารสารจาบูคเชอร์ ออกฉบับแรก ในเดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1844 มีเนื้อหาในทางสังคมนิยมอย่างมาก และเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติในเยอรมนี งานในวารสารส่วนมากยังเป็นของมาร์กซ ที่สำคัญ ก็คือ ว่าด้วยปัญหายิว และ บทนำเรื่องปรัชญาว่าด้วยสิทธิของเฮเกล นอกจากนี้ก็มีบทความที่ เฟรดริช เองเกลส์ เขียนมาลง เช่น หัวข้อสำคัญ ว่าด้วยการวิพากษ์เศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งเป็นมาร์กซเห็นว่า เป็นงานเขียนที่ดีมาก

วารสารจาบูคเชอร์ ถูกห้ามเผยแพร่ทันทีในปรัสเซีย มีการตรวจยึดวารสารนี้จำนวนมากในบริเวณพรมแดน ในขณะลอบนำเข้าจากฝรั่งเศสสู่ นอกจากนี้ รัฐบาลปรัสเซีย ยังออกหมายจับกองบรรณาธิการ อันได้แก่ มาร์กซ รูเก และ ไฮน์ริช ด้วย เป็นผลให้มาร์กซ ต้องมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยการเมือง ครั้งแรก ในฝรั่งเศส อย่างไรก็ตามโดยตัววารสารนี้เอง ถือว่าประสบความสำเร็จน้อยมาก เพราะ แม้กระทั่งกลุ่มก้าวหน้าในฝรั่งเศสเอง ก็ไม่ได้ให้ความสนใจนัก จน จูเลียส โฟรเบล ผู้ให้เงินทุนคนสำคัญ ขอถอนตัว แต่ว่ากันว่า ปัญหาหลักอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของวารสารจาบูคเชอร์ มาจากการขัดแย้งระหว่า งมาร์กซ กับ รูเก

เนื่องจากรูเกล้มป่วยในระหว่างการจัดทำ มาร์กซจึงกลายเป็นบุคคลหลักในการผลักดัน และกำหนดเนื้อหาของวารสาร กว่ารูเกจะหายป่วย วารสารก็ถูกเผยแพร่ไปแล้ว ทำให้รูเกไม่พอใจ และเห็นว่า วารสารไม่ได้ออกตามแนวที่เขาต้องการ สิ่งที่รูเกไม่เห็นพ้องด้วยอย่างมาก ก็คือ การที่มาร์กซ กลายเป็นนักสังคมนิยมมากขึ้น และเริ่มใช้คำว่า คอมมิวนิสต์ ในงานเขียนของเขา ในขณะที่รูเก มีความเห็นโน้มเอียงไปในทางปฏิรูป ต้องการให้เยอรมนีเป็นรัฐประชาธิปไตย ไม่ต้องการการปฏิวัติของกรรมาชีพ และไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องคอมมิวนิสต์ เมื่อวารสารประสบปัญหาทั้งในด้านการเงิน และความขัดแย้งในกองบรรณาธิการ จึงปิดตัวลง หลังจากออกไปได้เพียงฉบับเดียว

นอกจากการค้นคว้าเพื่อเขียนหนังสือนี้แล้ว ระหว่างที่อยู่ที่ปารีส มิตรภาพระหว่าง มาร์กซ และ เองเกลส์ ได้เริ่มกระชับ แน่นแฟ้น และทำให้คนทั้งสองกลายมาเป็นเพื่อนสนิท และผู้ร่วมงานกันไปจนตลอดชีวิต เองเกลส์ เดินทางมายังปารีส ช่วงปลายเดือน สิงหาคม ค.ศ.1844 และพบกับมาร์กซที่ร้านกาแฟ คาเฟ่เดอลาเรเจนเซ่ ในวันที่ 28 สิงหาคม จากนั้น ทั้งสองคนเริ่มงานค้นคว้า และเขียนบทความร่วมกัน คือ เรื่อง วิพากษ์ ว่าด้วยการวิพากษ์เกณฑ์สำคัญ เพื่อวิพากษ์ความคิดของ บรูโน บาวเออร์

ในระหว่างนี้ รัฐบาลปรัสเซีย บีบคั้นกลุ่มเยอรมันลี้ภัย โดยพยายามที่จะเสนอให้ฝรั่งเศสจับกุมตัวมาร์กซ และ ชาวเยอรมันก้าวหน้าอื่น ๆ แล้วส่งตัวให้ปรัสเซียในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน วันที่ 25 มกราคม ค.ศ.1845 กิโซต์ นายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศส สั่งปิด หนังสือพิมพ์วอร์วาท (สำนักพิมพ์ ที่มาร์กซ ส่งบทความไปลง ภายหลังจาก จาบูคเชอร์ ปิดไป) และสั่งเนรเทศกลุ่มผู้นำเยอรมันลี้ภัย เช่น มาร์กซ เฮนริช ไฮน์ และ อาร์โนล รูเก ดังนั้น วันที่ 2 กุมภาพันธ์ มาร์กซ จึงจำต้องเดินทางจากปารีส ไปยังกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม อีกวาระหนึ่ง

หลังจากมาร์กซได้รับการอนุญาตให้อยู่ในประเทศเบลเยี่ยมได้แล้ว เองเกลส์ ย้ายตามมาอยู่ในบรัสเซลส์ด้วย โดยเช่าบ้านใกล้กับมาร์กซ ในเบลเยี่ยม มีนักสังคมนิยมคนอื่น อีกหลายคนที่สนิทสนมกับครอบครั ว มาร์กซ อาทิ โมเสส เฮส วิลเฮล์ม เวทลิง และ คาร์ล ไฮนเซน (Karl Heinzen) เป็นต้น ทำให้ชีวิตของครอบครัวมาร์กซในเบลเยี่ยม ค่อนข้างราบรื่น ในระยะนี้มาร์กซเริ่มทำงานค้นคว้า และได้เขียนหนังสือ เรื่อง ข้อเสนอว่าด้วยฟอยเออร์บาค (Thesis on Feuerbach)

ครั้งหนึ่งทั้งสองเดินทางมาเยือนกรุงลอนดอน ในขณะที่ กลุ่มขบวนการชาร์เตอร์ (Charter) ของอังกฤษกำลังก่อตัว ขบวนการนี้มี เป้าหมายในการเรียกร้องสิทธิทางกฏหมายให้กับประชาชนระดับล่างในอังกฤษ มาร์กซมีโอกาสได้พบ จอร์จ เจ. ฮาร์เนย์ (George J. Harney) หัวหน้าขบวนการชาร์เตอร์ บรรณาธิการของ วารสารดาวเหนือของกรรมกร นอกจากนี้ เองเกลส์ยังแนะนำให้มาร์กซ รู้จักกับ หัวหน้าขบวนการกรรมกรของเยอรมนี ที่ลี้ภัยอยู่ในอังกฤษ อีกด้วย ในระหว่างที่มาร์กซไปอังกฤษ เจนนีกลับไปยังเมืองเทรียร์ และคลอดลูกสาวคนที่สองเมื่อเดือน กันยายน ค.ศ.1845 คือ มาร์กซ ลอรา

image

หลังจากมาร์กซ และเองเกลส์ เดินทางกลับมาเบลเยี่ยม พวกเขาได้เริ่มงานเขียนร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นงานชิ้นสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางรากฐานความคิด วัตถุนิยมวิภาษว ิธี และ วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ของ มาร์กซและเองเกลส์ ภายใต้ชื่อเรื่อง อุดมการณ์เยอรมัน (Die Deutsche Ideologie) เพื่อเสนอข้อถกเถียง และเป็นการทบทวนรากฐานทางปรัชญาของเยอรมัน ตั้งแต่ เฮเกล บาวเออร์ ไปจนถึง ฟอยเออร์บาค มีการเชื่อมโยงปรัชญาวัตถุนิยมมาอธิบายวิวัฒนาการทางสังคม และการปฏิวั ติทางสังคมของชนชั้นกรรมาชีพ และการสร้างสังคมคอมมิวนิสต์ จากงานเขียนชิ้นนี้เอง ได้ชี้ให้เห็นว่า แนวคิดทางปรัชญา ลัทธิมาร์กซ (Marxism) ได้ก่อรูปขึ้นอย่างค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว

ระหว่างการค้นคว้า และเขียนงานชิ้นนี้ มีข่าวด้วยว่า ตำรวจปรัสเซียยังคงกดดันรัฐบาลเบลเยี่ยม ให้จับตัวมาร์กซ ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ดังนั้นในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1845 มาร์กซ จึงขอสละสัญชาติปรัสเซีย

ลังจากนั้นมาร์กซได้เขียน ความอับจนของปรัชญา (Proverty of Philosophy ) เพื่อวิพากษ์ความคิด สังคมนิยมสายฝรั่งเศส และในปี 1847 มาร์กซ และเองเกลส์ เข้าร่วมกับ สันนิบาตคอมมิวนิสต์ Communist League ซึ่งเป็นกลุ่มของคนงานเยอรมนีในลอนดอน อย่างลับ ๆ แล้วร่วมกันเขียน แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto ) อันเป็นงานชิ้นเอกอีกชิ้นหนึ่ง ตามคำร้องขอจากสันนิบาต และได้รับการตีพิมพ์ในเดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1848 ซึ่งเป็นช่วง การปฏิวัติยุโรป

ภูมิภาคยุโรป ก่อน ค.ศ.1848 เป็นยุคแรกแห่งการพัฒนาของระบอบทุนนิยมสมัยใหม่ ซึ่งเริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ หลัง ค.ศ. 1770 อันนำมาซึ่งการเกิดระบบโรงงานอุตสาหกรรม และการขยายตัวอย่างมาก ของธุรกิจการค้า ต่อมาหลัง ค.ศ. 1830 การปฏิวัติอุตสาหกรรม เริ่มแผ่ขยายไปในประเทศอื่น เช่น ฝรั่งเศส เบลเยียม และในแคว้นเยอรมนีตอนเหนือ ทำให้ระบบทุนนิยมเริ่มขยายตัวในดินแดนเหล่านี้

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้ชนชั้นพ่อค้านายทุนมีบทบาทมากขึ้น ชนชั้นกลาง และชนชั้นกรรมาชีพ ก็ขยายตัวมากขึ้นตามเมืองต่างๆ ขณะที่กษัตริย์และเจ้าศักดินายังคง ครอบงำอำนาจทางการเมือง ยุคสมัยดังกล่าวจึงเป็นยุคสมัยแห่งความขัดแย้งทางความคิด ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมปฏิกิริยา และกลุ่มปัญญาชนก้าวหน้า

ฝ่ายอนุรักษ์นิยม คือ พวกนิยมกษัตริย์ ที่มุ่งจะรักษาสถานะของกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิ์ ปกป้องศาสนจักร และรักษาอภิสิทธิ์ของชนชั้นขุนนางและเจ้าที่ดินยุโรปก่อน ค.ศ. 1848 โดยมีพระเจ้าซาร์แห่งรุสเซียนิโคลัสที่ 1 เป็นประธานของพลังอนุรักษ์นิยมปฏิกิริยา และมีผู้ร่วมมือสำคัญ คือ จักรพรรดิฟรานซิสที่ 2 แห่งออสเตรีย และกษัตริย์เฟรเดอริดที่ 4 แห่งปรัสเซีย ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยมีอัครเสนาบดีของออสเตรีย คือ เมตแตร์นิค เป็นผู้ประสานและดำเนินงาน เรียกระบบการเมืองของยุโรปในสมัยนี้ว่า "ระบบเมตแตร์นิค" (Metternich) ในกรณีของฝรั่งเศส เป็นยุคของกษัตริย์หลุยส์ฟิลิปแห่งราชวงศ์ออร์ลีอัง ซึ่งแม้ว่าจะปกครองประเทศในระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ก็มีแนวโน้มในทางอนุรักษ์นิยมเช่นกัน

สำหรับ กลุ่มปัญญาชนก้าวหน้า จะมีทั้ง กลุ่มเสรีนิยม และ กลุ่มสังคมนิยม ทั้งสองกลุ่ม ต่างก็เป็นทายาทของการปฏิวัติฝรั่งเศส โดยต่างมีเห็นร่วมกันว่า ระบอบกษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาด นั้นเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

พวกเสรีนิยม ต้องการจำกัดอำนาจกษัตริย์ มีการประกันสิทธิประชาชน ด้วยรัฐธรรมนูญ แบ่งแยกอำนาจให้มีระบบรัฐสภาและการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ต้องการสิทธิเสรีภาพทางการพูด การเขียน การแสดงความเห็น มีเสรีภาพทางศาสนา และมีเศรษฐกิจ แบบเสรี โดยฝ่ายเสรีนิยมนี้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มนิยมระบอบ กษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ และกลุ่ม สนับสนุนระบอบสาธารณรัฐ

กลุ่มสังคมนิยม มิได้ต้องการเพียงเสรีภาพทางการเมือง แต่ต้องการความเสมอภาค ทาง เศรษฐกิจและสังคม โดยมากพวกสังคมนิยมจะมีความเห็นร่วมกันว่า สังคมเก่า มีความไม่เท่าเทียม กันในทางเศรษฐกิจ มีการกดขี่ขูดรีดและเอารัดเอาเปรียบระหว่างมนุษย์ และเห็นว่ากรรมสิทธิ์เอกชน นั้นเป็นที่มาของการขูดรีด กลุ่มสังคมนิยมจึงต้องการเสนอให้สร้างสังคมใหม่ที่มนุษย์จะมีความ เสมอภาคเท่ าเทียมกัน และมีกรรมสิทธิ์ส่วนรวม

image

มาร์กซ เป็นหนึ่งในกลุ่มปัญญาชนสังคมนิยม เขาเสนอการวิเคราะห์สังคมเก่า ด้วยทฤษฎีชนชั้น และเสนอให้สร้างสังคมใหม่ โดยการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ มาร์กซจึงสนับสนุน การจัดตั้ง ชนชั้นกรรมกร เพื่อจะดำเนินการให้การปฏิวัติสังคมนิยมปรากฏเป็นจริง การปฏิวัติ ค.ศ. 1848 เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้

อันที่จริง ตัวเร่งของการปฏิวัติที่สำคัญ คือ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในยุโรป ใน ค.ศ. 1846 ทำให้ราคาสินค้าอาหารคือขนมปังและมันฝรั่ง มีราคาแพงทั้งในฝรั่งเศส และในรัฐเยอรมนี ทำให้เกิดความอดอยากทั่วไป อำนาจซื้อของประชาชนลดต่ำลงจนทำให้กิจการต่าง ๆ ประสบภาวะขาดทุน ต้องปิดตัวลงจำนวนมากใน ค.ศ. 1847 ภาวะเศรษฐกิจยิ่งเลวร้ายลง และส่งผลกระทบทั่ว ยุโรป คนว่างงานยิ่งทวีมากขึ้น จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจทั่วไป

เดือนมกราคม ค.ศ. 1848 การปฏิวัติจึงเกิดขึ้นก่อน ที่เมืองปาเลโม ในซิซิลี ประชาชน ลุกฮือขึ้นปฏิวัติและขยายไปทั่วอาณาจักรเนเปิล จนในที่สุดกษัตริย์เฟอร์ดินานที่ 2 ของเนเปิล ก็ถูกบีบให้พระราชทานรัฐธรรมนูญ ต่อมาในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1848 เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ของประชาชนในกรุงปารีส เพื่อต่อต้านกษัตริย์หลุยส์ฟิลิป ปรากฏว่ารัฐบาลรัฐบาลกีโซต์สั่งปราบ เกิดการปะทะกันจนมีผู้เสียชีวิต 16 คน ประชาชนจึงลุกฮือขึ้นสู้ มีการตั้งป้อมกลางถนนขึ้นทั่วไปในปารีส เมื่อการต่อต้านกษัตริย์ ขยายตัวออกไปจนรัฐบาลไม่อาจคุมสถานการณ์ไว้ได้ กองทหารที่ส่งไปปราบ ก็ไปเข้าร่วมกับ ฝ่ายประชาชน ในที่สุดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พระเจ้าหลุยส์ฟิลิปต้องยอมสละราชสมบัติ และหนีไป ลี้ภัยในอังกฤษ

กลุ่มผู้นำปฏิวัติจึงตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นบริหารประเทศ โดยประกาศให้ฝรั่งเศส เป็นสาธารณรัฐที่ 2 ในการปฏิวัติครั้งนี้ กลุ่มสังคมนิยมของฝรั่งเศสนำโดยมี อัลฟองโซ เดอ ลามาร์ทีน และ หลุยส์ บลังก์ ก็เข้าร่วมด้วย เมื่อเกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศสแล้ว กระแสปฏิวัติก็เผยแพร่ ไปยังประเทศอื่นอย่างรวดเร็ว กระแสแห่งการปฏิวัตินี้ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตของมาร์กซ ในขณะเกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศส

สนใจอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับมาร์กและการปฏิวัติยุโรปได้ที่ : มาร์ซกับการปฏิวัติยุโรป ค.ศ.1848 ตอนเริ่มต้น โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

เดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1848 ที่เริ่มเข้าสู่ยุคปฏิวัติยุโรป มาร์กซ ยังคงอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ข่าวการปฏิวัติจากฝรั่งเศส มาถึงบรัสเซลส์ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1848 และนำมาซึ่งการเคลื่อนไหวปฏิวัติในเบลเยี่ยมด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเบลเยี่ยมยังควบคุมสถานการณ์ได้ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ รัฐบาลเบลเยี่ยมเริ่มทำการจับกุมกลุ่มก้าวหน้า พร้อมทั้งเตรียมการที่จะเนรเทศ นักปฏิวัติลี้ภัยที่อยู่ในบรัสเซลส์รวมทั้ง มาร์กซ

ก่อนหน้านี้ มาร์กซเพิ่งได้รับมรดกจากมารดาเป็นเงิน 6,000 ฟรังค์ ทางการตำรวจเบลเยี่ยม สงสัยว่า มาร์กซจะใช้เงินจำนวนนี้สนับสนุนการปฏิวัติ จึงได้จับกุม มาร์กซ ไว้ในวันที่ 4 มีนาคม และในที่สุด ทางการเบลเยียมก็เนรเทศ มาร์กซและครอบครัว มายังกรุงปารีสในวันที่ 5 มีนาคม

เมื่อมาถึงปารีส ขณะนั้นกรุงปรารีส ยังอยู่ในช่วงหลังปฏิวัติ มาร์กซ เข้าร่วมการเคลื่อนไหวปฏิวัติทันที เขาเข้าร่วมประชุมกับสมาคมสิทธิมนุษยชนฝรั่งเศส ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่มีส่วนในการปฏิวัติ จากนั้น มาร์กซ และกลุ่มเพื่อนก็ตั้ง องค์กรคนงาน เพื่อเตรียมการปฏิวัติในเยอรมนีต่อ โดยพยายาม รวบรวมคนงานชาวเยอรมันที่ทำงานอยู่ในปารีส มีการเปิดประชุม สันนิบาตคอมมิวนิสต์ ในกรุงปารีสในวันที่ 10 มีนาคม ปรากฏว่าที่ประชุม เลือก มาร์กซ เป็นประธาน และเตรียมการที่ จะออกหนังสือพิมพ์ปฏิวัติในฝรั่งเศส เพื่อที่จะส่งไปเผยแพร่ในเยอรมนี

วันที่ 19 มีนาคม ข่าวการปฏิวัติในออสเตรียก็มาถึง และหลังจากนั้น ก็ติดตามมาด้วยข่าวการปฏิวัติ ในปรัสเซีย ก่อให้เกิดความตื่นเต้นยินดีอย่างมากในหมู่ชาวเยอรมันในปารีส มาร์กซ และกลุ่มสหายนักปฏิวัติในสันนิบาตคอมมิวนิสต์ จึงตัดสินใจเดินทางกลับเพื่อไปร่วมการปฏิวัติในดินแดนเยอรมนี โดยเอกสารสำคัญที่ชาวสันนิบาตนำติดมือไป ก็คือ แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ ของมาร์กซและ เองเกลส์ และอีกฉบับหนึ่งเป็นเอกสารนโยบาย 10 ข้อ ซึ่งมีข้อเรียกร้องให้โอน กิจการธนาคารเข้าเป็นของรัฐ เก็บภาษีรายได้ในอัตราก้าวหน้า จำกัดสิทธิในด้านมรดก ยกเลิก พันธสัญญาในที่ดินแบบศักดินา และจัดการศึกษาฟรีให้กับประชาชน

มาร์กซ ออกเดินทางจากปารีส ราวต้นเดือนเมษายน ไปยังเมืองโคโลญน์ โดยมีเองเกลส์ ร่วมเดินทางไปด้วย นอกจากนี้ ก็คือ เอิร์นสก์ ดรองเก (Ernst Dronke) สมาชิกสันนิบาตคอมมิวนิสต์ อีกคนหนึ่ง คณะเดินทางของ มาร์กซ หยุดที่เมืองเมนซ์ 2 วัน มาร์กซ เรียกประชุมสมาคมกรรมกร และเรียกร้องให้องค์กรกรรมกรทั่วเยอรมนีรวมตัวกันเพื่อผลักดันการปฏิวัติ

วันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1848 ประชาชนชาวโคโลญน์ เริ่มเคลื่อนไหวปฏิวัติ ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติแห่งแรกในปรัสเซีย ทางการตำรวจโคโลญน์ จับกุมคุมขังกลุ่มผู้นำการประท้วง (อันดรีส กอตต์ชอลก์ (Andreas Gottschalk) ออกุส วิลลิช (August Willich) และ ฟรีดริช อันเนเก (Freidrich Anneke)) แต่ต่อมาในวันที่ 20 มีนาคม ก็ต้องปล่อยตัว เพราะเกิดการปฏิวัติในเบอร์ลิน และรัฐบาลปรัสเซีย ปรับเปลี่ยนนโยบาย ให้เสรีภาพ และปฏิรูปการเมือง

มาร์กซ และคณะมาถึงเมืองโคโลญในวันที่ 10 เมษายน ส่วนเจนนี และลูกแวะเยี่ยมบ้านเดิมที่เมืองเทรียส์ และเดินทางมาร่วมกับ มาร์กซ ที่เมืองโคโลญน์ภายหลัง เมื่อ มาร์กซมาถึง การเคลื่อนไหวกรรมกรในโคโลญน์เป็นไปอย่างแข็งขันอยู่แล้ว กอตต์ชอลก์ จึงแนะนำให้มาร์กซ ไปเคลื่อนไหวต่อที่เบอร์ลิน หรือไม่ก็ลงสมัครผู้แทนราษฎร ที่เมืองเทรียส์ซึ่งเป็นบ้านเดิม (แต่ความจริงกอตต์ชอลก์ไม่ค่อยชอบแนวคิดของมาร์กซอยู่จึงไม่อยากให้มาร์กซเข้าเกี่ยวข้อง)

ผลกระทบสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการปฏิวัติ ค.ศ. 1848 ในเยอรมนี ก็คือ หนังสือพิมพ์เฟื่องฟูขึ้นอย่างมาก หลังจากที่รัฐบาลแทบทุกแคว้นถูกบีบให้เลิกมาตรการเซ็นเซอร์ เฉพาะในเขตไรน์แลนด์มีหนังสือพิมพ์ใหม่ออกเผยแพร่ถึง 70 ฉบับ ใน 1 ปี และในจำนวนนี้ ฉบับหนึ่ง คือ หนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ที่มาร์กซเป็นบรรณาธิการ...

อ่านต่อที่ คาร์ล มาร์กซ (กันยายน ๒๐๐๖) (๒)

read 23223

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

รวมลิงก์น่าสนใจ

ความเคลื่อนไหว

Login

name password

ลืมรหัสผ่าน