ComBioLaw.De » บทความ » บทความทั่วไป » จดหมายเปิดผนึกถึงนายกทักษิณ อันเนื่องมาจากปัตตานี (ฉ.๑)
จดหมายเปิดผนึกถึงนายกทักษิณ อันเนื่องมาจากปัตตานี (ฉ.๑)
|
Author : ธงชัย วินิจจะกูล Quelle : www.fridaycollege.org Category : บทความทั่วไป Publisher : BioLawCom |
|
หมายเหตุ : ข้อเขียนของ ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ชิ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเฉพาะกิจ ภายใต้ชื่อ "ซีรีย์งานเขียนของอาจารย์ ธงชัย" (เฉพาะภาษาไทย และเท่าที่หาได้) ที่ BioLawCom พยายามสืบค้นจากเว็บไซท์ต่าง ๆ แล้วนำรวบรวมไว้เป็นแหล่งความรู้สำคัญ และเผยแพร่ให้เพื่อนนักเรียนไทยในเยอรมัน ได้อ่านและศึกษา เพื่อทำความรู้จักกับอาจารย์ ธงชัย วินิจจะกูล ผ่าน "ตัวหนังสือ" ก่อนที่จะได้พบปะ พูดคุยกับ "ตัวจริง เสียงจริง" ในงานประชุมใหญ่ สนทย. เดือนธันวาคม ปี 2549 ณ เมืองสตุทการ์ท ประเทศเยอรมนี
จดหมายเปิดผนึกถึงนายกทักษิณ
ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกุล มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา
อันเนื่องมาจากปัตตานี จดหมายฉบับที่ 1 ประวัติศาสตร์จะจารึก กับ รัฐบาลทักษิณ อย่างไร กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านเคยคิดไหมว่า ในอนาคต ประวัติศาสตร์จะจารึกถึงรัฐบาลทักษิณว่าอย่างไร ผมไม่เชื่อหรอกว่า ท่านไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ เพราะท่านเป็นคนสนใจอนาคตซึ่งรวมถึงชื่อเสียง เกียรติยศ วงศ์ตระกูล ของท่านด้วย ผมคิดว่าคงจะเป็นทำนองดังต่อไปนี้ รัฐบาลทักษิณสร้างความเจริญรุดหน้าทางเศรษฐกิจจนสามารถพาประเทศไทยพ้นจากวิกฤตทางเศรษฐกิจซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2540 คุณสมบัติเด่นของเขา คือ ความเป็นผู้นำธุรกิจสมัยใหม่ผสมผสานผู้นำแบบอำนาจนิยม ดังที่เขามีประสบการณ์มาทั้งสฤษดิ์และมหาธีร์หรือลีกวนยิวของประเทศเพื่อนบ้ าน เขาเน้นความฉับไวทันปัญหา การตัดสินใจเฉียบคม เด็ดขาด และการบริหารเชิงรุกต่อปัญหาต่างๆ แทนที่จะมัวแต่คอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า นโยบายของรัฐบาลทักษิณยังเน้นการสร้างความพอใจแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง ด้วยโครงการเอาใจชาวบ้านและยกระดับความเป็นอยู่อย่างเป็นรูปธรรม ดังที่เรียกกันทั่วไปในสมัยนั้นว่า นโยบาย "ประชานิยม" ในขณะเดียวกัน ภายใต้รัฐบาลนี้ผู้ที่สามารถมีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจควบคู่กันสามารถแ สวงหาประโยชน์ใส่ตนและครอบครัวได้อย่างมหาศาล แต่รัฐบาลทักษิณกลับล้มเหลวอย่างมากในการแก้ปัญหาทางสังคมที่ฝังรากลึกมาเป็ นเวลานาน ทำได้เพียงแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูกและกลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเด ิมในกรณีความตึงเครียดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลแก้ปัญหายาเสพติดด้วยวิธีการเด็ดขาดแต่ผิวเผินแบบเดียวกับที่สฤษดิ์เค ยทำจนได้รับความนิยมอย่างสูงแต่มิได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นในระยะยาว ซ้ำร้ายมีผู้ถูกสังหารไปกว่า 2,500 คน โดยไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า ใครคือผู้ค้ายาตัวจริง ใครเป็นแค่เหยื่อของวิธีการนอกกระบวนการยุติธรรม กล่าวกันว่า เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจล้นฟ้าและกระทำเกินเหตุ แต่รัฐบาลไม่สนใจตราบเท่าที่สาธารณชนสนับสนุนรัฐบาล การละเลยกระบวนการยุติธรรมส่งผลให้การพัฒนาเนติรัฐชะงักและถอยหลังไปหลายปี ในกรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลหันกลับไปใช้นโยบายและมาตรการปราบปรามรุนแรงโดยยึดถือทัศนคติแคบๆ ของรัฐบาลกรุงเทพฯ เอง นโยบายนี้ล้มเหลวมาตลอดร้อยปีนับแต่สยามผนวกปัตตานีเข้ามาเป็นของตน ไม่สามารถสร้างความปรองดองอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ นโยบายที่เน้นการพัฒนาด้วยความเข้าใจและเคารพในความแตกต่างถูกนำมาใช้จนก่อผลดีขึ้นระหว่างทศวรรษ 2520 จนถึงก่อนรัฐบาลทักษิณ การหันกลับไปใช้นโยบายและปฏิบัติการแบบเก่า เกิดจากความเป็นผู้นำแบบทักษิณนั่นเอง ทว่า ในกรณีนี้ผู้นำรัฐบาลขาดทั้งความรู้และประสบการณ์ จึงลดทอนความซับซ้อนละเอียดอ่อนของปัญหาลง เป็นความเข้าใจผิดทื่อๆ ง่ายๆ ผลลัพธ์ก็คือ ความสูญเสียอันหลีกเลี่ยงได้ แต่กลับปะทุขึ้นในการสังหารหมู่ที่ปัตตานี เมื่อ 28 เมษายน 2547 และส่งผลระยะยาวมาจนถึงปัจจุบันนี้ กล่าวโดยสรุป รัฐบาลของท่านก้าว 2 ก้าวทางเศรษฐกิจ แต่ถอยหลังไปประมาณ 40-50 ปีในปัญหายาเสพติดและการสร้างสมานฉันท์ในชาติ ผมเสียดายที่ความปราดเปรื่องและความเป็นผู้นำของท่านมาควบคู่กับความหลงตน คิดว่าเป็นพหูสูต รู้ดีทุกเรื่องกว่าใครหมด เมื่อบวกกับความเร่งรีบ จึงกลับเป็นความเลินเล่อ ปากไวจนก่อปัญหา บางครั้งท่านฉลาดและกล้าพอจะสงสัยสิ่งที่ทำลงไป แต่ในที่สุดกลับกล้าไม่พอที่จะตัดสินใจเลือกข้างคิดใหม่ ทำใหม่ วันหนึ่ง ท่านจึงมอบหมายให้รองนายกฯ จาตุรนต์ ไปสร้างแผนสำหรับนโยบายใหม่ แถมยังอ้างเอาเครดิตอีกด้วยว่า ท่านเองเห็นดีเห็นงามกับแผนนี้มาแต่เริ่ม วันถัดมา ท่านกลับลำหาว่าจาตุรนต์ฟังคนข้างเดียว ความเป็นผู้นำเด็ดเดี่ยวกลับเป็นผู้นำยึกยัก ลังเล หงุดหงิด เพราะเป็นปัญหาที่ท่านรู้ไม่พอไม่คุ้นเคย ทว่าไม่รู้ว่าจะเป็นผู้นำในปัญหาที่ตนไม่มั่นใจอย่างไรดี รัฐบาลอาจมีการข่าวข้อมูลดีพอสมควร แต่ข้อมูลทั้งหลายเมื่อถูกประมวลด้วยความคิดแบบโบราณ ทำแบบโบราณ แบบที่ล้มเหลวมาตลอด 100 กว่าปี ผลคือ นโยบายและแผนปฏิบัติการเก่าๆ คร่ำครึ ปูทางสู่โศกนาฏกรรมในที่สุด จริงอยู่ การปะทะเมื่อ 28 เมษายน อาจเริ่มจากการโจมตีของกลุ่มเยาวชนมุสลิมที่เคียดแค้นเจ้าหน้าที่รัฐ จึงต้องตอบโต้ ไม่มีทางเลือกอื่น จริงแน่ๆ ว่า ปัญหาคุกรุ่นมีหลายสาเหตุ อาจรวมถึงผู้สูญเสียผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและผลประโยชน์ตามชาย แดน และรวมถึงกลุ่มที่ยังต้องการแยกดินแดนด้วย แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สภาวะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลใช้นโยบายผิดๆ มาตรการผิดๆ ล้มแล้วเหลวอีก ความล้มเหลวจึงกลับมาอีก เชื้อมูลของการแยกดินแดนจึงกลับมาอีก โศกนาฏกรรมคราวนี้ก็มิใช่ครั้งแรก น่าเศร้าใจที่สุดตรงนี้ ท่านลดทอนความซับซ้อนของปัญหาลงมาเหลือเพียงแค่เป็นเรื่องของเด็กติดยา ผู้มีอิทธิพลค้ายา นี่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่ปราศจากความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่ไร้จริยธรรม ไร้ความเคารพในศักดิ์ศรีของผู้อื่น จึงมีแต่จะสร้างความผิดหวัง น้อยใจและเกลียดชังให้มากขึ้นไปอีกในหมู่คนท้องถิ่น ถ้าตัวท่านเองเชื่อในสิ่งที่ท่านพูด ประเทศนี้เป็นอันสิ้นหวัง ถ้าตัวท่านเองไม่เชื่อในสิ่งที่ท่านพูด เราเรียกง่ายๆ ว่า ท่านโกหกหลอกลวงประชาชนทั้งประเทศ น่าเสียใจที่โฆษณาชวนเชื่อราคาถูกแบบนี้ยังใช้ได้กับคนไทย 80% ที่ไม่สนใจจะเรียนรู้แต่อวดดีนึกว่าตนเองรู้ดีพอ รู้จักใช้แค่สามัญสำนึกตื้นๆ แต่ขาดสติ ขาดปัญญา น่าเสียใจที่ท่านจงใจฉวยโอกาสกับความไม่รู้ของสาธารณชน ผมหลงผิดมาตลอด คิดว่าท่านจะเป็นผู้นำที่คิดการณ์ไกลและกล้าหาญกว่านี้ รัฐบาลประชานิยมของท่าน หากินกับคุณภาพต่ำทางปัญญาของประชากรอย่างหน้าไม่อาย รัฐบาลที่ทำแบบนี้ไร้ศักดิ์ศรี มองการณ์ใกล้สั้นนิดเดียว ทั้งรัฐบาลและสาธารณชนที่สนับสนุนท่าน พยายามจำกัดประเด็นสาเหตุของโศกนาฏกรรมอยู่แค่ว่า ใครลงมือโจมตีก่อน เด็กติดยาจริงหรือเปล่า ประเด็นเหล่านี้ตื้นเขินเหลือหลาย ราวกับว่าปัญหาทั้งมวลเป็นแค่เรื่องชั่ววูบเฉพาะวันนั้น ผมไม่สงสัยเลยว่าเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องป้องกันตัว (ยกเว้นสังหารหมู่ที่มัสยิดกรือเซะ ซึ่งผมขอรอผลการสอบสวนว่าเป็นการโจมตีหรือป้องกันตัวกันแน่) แต่เวลาหลายเดือนนับแต่ความตึงเครียดปะทุขึ้นใหม่เมื่อต้นปีนี้ รัฐบาลมีเวลามากพอควรที่จะตัดไฟแต่ต้นลมด้วยนโยบายและมาตรการที่ดีกว่านี้ กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลเองเป็นผู้สุมไฟให้หนักเข้า โศกนาฏกรรมเมื่อ 28 เมษายน เป็นผลลัพธ์ เป็นปลายเหตุของความผิดพลาดตลอด 4 เดือนก่อนหน้านั้น การสอบสวนว่า ใครโจมตีก่อน ใครติดยา จึงเป็นการหาคำอธิบายต่อเรื่องปลายเหตุเป็นการเลี่ยงไม่ยอมเผชิญหน้ากับปัญห าที่ลึกซึ้งแท้จริงกว่านั้น. งานเขียนอื่น ๆ ที่รวบรวมไว้ในโครงการ ฯ
| |
20 Oct 05 | by BioLawCom | tags บทความทั่วไป