ComBioLaw.De » บทความ » บุคคลไม่ธรรมดา » พุทธทาส อินทปัญโญ (ตุลาคม ๒๐๐๕)
พุทธทาส อินทปัญโญ (ตุลาคม ๒๐๐๕)
|
Author : BioLawCom (รวบรวม) Quelle : BioLawCom Category : บุคคลไม่ธรรมดา Publisher : เชกูวารา |
|
![]() พุทธทาส อินทปัญโญ
เด็กชายเงื่อม หรือ พุทธทาสภิกขุในเวลาต่อมา เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ พฤษภาคม ตรงกับวันขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะเมีย (พ.ศ. ๒๔๔๙) เป็นบุตรของ นายเซี้ยง และ นางเคลื่อน พานิช ณ หมู่บ้านกลาง ตำบลพุมเรียง (ที่ตั้งเดิมของจังหวัดไชยา ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น “สุราษฎร์ธานี” )
เมื่ออายุได้ ๘ ขวบ บิดามารดาได้พา ไปฝากเป็นเด็กวัดที่วัดพุมเรียง เป็นเวลา ๓ ปี เพื่อรับการศึกษาเบื้องต้นตามแบบโบราณ จนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ เด็กชายเงื่อม จึงกลับมาอยู่บ้าน เพื่อเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดโพธาราม และเล่าเรียนที่นี่จนถึงชั้นมัธยม จนขึ้นมัธยมปีที่ ๒ ก็ย้ายโรงเรียนอีกครั้ง คือ โรงเรียนสารภีอุทิศ ตำบลตลาด เพื่อจะได้อยู่กับบิดา ซึ่งมาเปิดร้านค้าอีกแห่งหนึ่งที่ตำบลนี้ ปี ๒๔๖๕ เมื่อ บิดาถึงแก่กรรม ด้วยโรคลมปัจจุบัน จึงต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยมารดาค้าขาย โดยในระหว่างนี้ นายยี่เกย น้องชาย บวชเป็นสามเณรและเรียนชั้นมัธยมอยู่ที่โรงเรียน ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี
พ.ศ. ๒๔๖๙ นายยี่เกย เข้าเตรียมแพทย์จุฬาได้ ส่วน นายเงื่อม ได้บวช เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ได้ฉายา “อินฺทปญฺโญ” จำพรรษาที่วัดพุมเรียง ต่อมาปลายปีจึงสอบได้นักธรรมตรี และไม่ลาสิกขาตามกำหนด และเมื่อครั้งปิดเทอมปลายปีนั้นเอง นายยี่เกยกลับบ้านและตัดสินใจไม่ไปเรียนต่อ เพื่อเปิดโอกาสให้พระเงื่อมได้บวชเรียนต่อไป
![]()
พระเงื่อม พานิช ภาพเมื่อแรกอุปสมบท อุปัชฌาย์ตั้งฉายาให้ว่า
"อินฺทปญฺโญ" อันหมายถึง "ผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่"
นายยี่เกย (ธรรมทาส) พานิช ในชุดนักเรียนของโรงเรียนสวนกุหลาบ ก่อนที่จะเข้าเรียนต่อใน
จนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ พระเงื่อมก็สอบนักธรรมโทได้
และได้นักธรรมเอกในอีกหนึ่งปีต่อมา และในต้นปีนั้นเอง
พระเงื่อมเข้าไปเรียนต่อกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่วัดปทุมคงคา แต่อยู่ได้เพียง
๒ เดือน ก็เดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดพุมเรียง คณะอักษรศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ (แผนกเตรียมแพทยศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พ.ศ. ๒๔๗๒ พระเงื่อมเป็นครูสอนนักธรรม โรงเรียนนักธรรม วัดพระบรมธาตุไชยา ส่วนนายยี่เกย ตั้งคณะธรรมทานขั้นต้นขึ้นโดยเปิดหีบหนังสือธรรมะให้คนยืมอ่านที่ร้านไชยาพานิช และเริ่มรับหนังสือวารสารพุทธศาสนาภาษาอังกฤษจากต่างประเทศ นายยี่เกยเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯ ใช้นามปากกาว่า "ธรรมทาส" ปี ๒๔๗๓ พระเงื่อมขึ้นกรุงเทพฯ มาอยู่วัดปทุมคงคาอีกครั้งหนึ่งเพื่อเรียนบาลีต่อ และเขียนบทความชิ้นแรกชื่อ "ประโยชน์แห่งทาน" เพื่อพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระอุปัชฌาย์ มีเนื้อความเพื่อตอบคำถามของคนสมัยใหม่ที่เริ่มสงสัยคุณค่าของการทำทานแบบที่ทำ ๆ กันอยู่ ในปลายปีนั้นเองจึงเขียนบทความขนาดยาวเรื่อง "พระพุทธศาสนาขั้นบุถุชน" เพื่ออธิบายคุณค่าของพระพุทธศาสนาด้วยภาษาสมัยปัจจุบัน และเริ่มแสดงความคิดเห็นว่า มรรค ผล นิพพาน เป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริงในสมัยปัจจุบัน บทความนี้พิมพ์เป็นหนังสือแจก งานฉลองโรงเรียนนักธรรมวัดพระบรมธาตุไชยา พระเงื่อมสอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ในปลายปีนั้น และได้เป็น พระมหาเงื่อม อินฺทปญฺโญ ปีต่อมา พระมหาเงื่อมเริ่มศึกษาค้นคว้านอกตำราเรียนออกไปอย่างจริงจัง จนความคิดอุดมคติเริ่มตั้งมั่น เมื่อสอบเปรียญธรรมประโยค ๔ ตก จึงเดินทางกลับพุมเรียง เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๔๗๕
แล้วจำวัดอยู่ในวัดร้างตระพังจิก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “สวนโมกข์” เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม
ต่อมา
นางเคลื่อน ทำพินัยกรรมมอบเงิน ๖,๓๗๘ บาท ตั้งเป็นทุนต้นตระกูลพานิช
ใช้ดอกผลบำรุงสวนโมกข์ และคณะธรรมทาน
โดยคณะธรรมทานตั้งขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะเมื่อเดือนกรกฎาคม
เปิดบ้านหลังหนึ่งเป็น "ห้องธรรมทาน" มีทำบุญเลี้ยงพระ และเทศน์ทุกวันพระ และวัน ๘ ค่ำ พระเงื่อมเริ่มเขียน "ตามรอยพระอรหันต์" ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน
![]() ![]()
ปี
๒๔๗๖ ออกหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา ราย ๓ เดือน
และเริ่มเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์สภาพพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์ใช้นามปากกา
"ธรรมโยช" "ชินวาทก์" ฯลฯ
เขียน "ทำไมไม่ไปกับพระโลกนาถ" ลงหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ฉบับวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ ในอีกหนึ่งปีต่อมา คณะธรรมทานซื้อแท่นพิมพ์มาพิมพ์หนังสือเอง จึงเขียน "คันถะธุระกับวิปัสสนาธุระเนื่องกันอย่างไร" นอกจากนั้นยังเริ่มแปล “พุทธประวัติจากพระโอษฐ์” "บาลีมหาสติปัฏฐานสูตร" สด กูรมะโรหิต เขียนเรื่องมาจากปักกิ่ง ทั้งหมดนี้ลงพิมพ์ในพุทธสาสนา
ปี
๒๔๗๘ ทางราชการย้ายที่ว่าการอำเภอจากพุมเรียง ไปอยู่ที่ตำบลตลาด
ริมทางรถไฟ คณะธรรมทานและโรงพิมพ์ธรรมทานย้ายตามไปอยู่ที่ตำบลตลาดด้วย
แล้วพระเงื่อมก็เริ่มแปล "อริยสัจจากพระโอษฐ์"ลง พุทธสาสนา
เคยเดินทางไปเทศน์ถิ่นไทยทางใต้สุด แล้วกลับมาเขียนเรื่อง
"พระพุทธศาสนาในถิ่นไทยทางใต้" รวมทั้งเริ่มติดต่อกับสามเณร กรุณา
กุศลาสัย (ต่อมาคืออาจารย์กรุณา กุศลาสัย)
บรรพชิตไทยรูปเดียวที่เดินเท้าไปถึงอินเดียพร้อมกับพระโลกนาถ
(พระภิกษุชาวอิตาเลียน)
ปีต่อมาแปล และแต่ง “กาพย์สุกรยักษ์” ซึ่งเป็นคำวิจารณ์พระสงฆ์อย่างรุนแรง (จากบางตอนของสุมังคลวิลาสินี) เขียน "คุณค่าของปริยัติ" เพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของการเชื่อมระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติในพุทธศาสนา เขียน "สังคายนาแต้มหัวตะ" เพื่อเรียกร้องให้แปลพระไตรปิฎกเป็นไทย และวิจารณ์การทำสังคายนาที่ผ่าน ๆ มา มีการพิมพ์รวมเล่มพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ครั้งแรก ส่วนคณะธรรมทานเปิดโรงเรียนพุทธนิคมขึ้นเป็นครั้งแรก และในปีนั้นเอง ท่านปัญญานันทะ พระราชญาณกวี (บุญชวน) และสามเณรสำเริง มาร่วมจำพรรษาอยู่ด้วย ปี ๒๔๘๐ หัวหน้ากองตำรามหามกุฎราชวิทยาลัย ประกาศใช้พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ เป็นหนังสือประกอบแบบเรียน (๑๕ มิ.ย.) จากนั้นก็แปล "ลังกาวตาลสูตร" จากพระสูตรฝ่ายมหายาน ลงพุทธสาสนา และเขียน "บรรณวิจารณ์อภิธานัปปทีปนีกา" และ "ต้นบัญญัติสิกขาบท" ไว้อาลัยวาระสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ (๑๖ ธ.ค.) ด้วย จนเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) วัดเทพศิรินทร์ ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม และผู้บัญชาการคณะสงฆ์แทนองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เดินทางมาเยี่ยมสวนโมกข์และค้างคืน ๑ คืน เริ่มมีการอบรมสามเณรชุดพิเศษ เพื่อสร้างนักเผยแผ่ที่ทันสมัย (งานที่ไม่ประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา) เมื่อปี ๒๔๘๑ และเรียบเรียง "เกียรติคุณของพระพุทธเจ้า" หนังสือพุทธประวัติสำหรับคนหนุ่มสาว ลงวันที่ ๑๑ ม.ค. เขียนบทความขนาดยาวเรื่อง "อนัตตาของพระพุทธเจ้า" โดยในปีนี้ พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ วงศ์ ลัดพลี)อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ พระยาภะรตราชสุพิช ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และนายสัญญา ธรรมศักดิ์ มาเยี่ยมสวนโมกข์เป็นครั้งแรก
ปีต่อมา นายยี่เกยเปลี่ยนชี่อเป็น "ธรรมทาส"
อย่างเป็นทางการ มีการสร้างหอสมุดธรรมทาน ที่วัดชยาราม เป็นที่พัก
และที่ทำงานอีกแห่งหนึ่ง ส่วนพระเงื่อมได้เขียนททความขนาดยาว ๕๕ หน้า
"ตอบปัญหาบาทหลวง"
เพื่อหักล้างความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าแบบบุคคลอย่างรุนแรง ลงพุทธสาสนา
เกิดสงครามในยุโรปขึ้นเมื่อปี ๒๔๘๓ ทำให้กระดาษแพง และหายาก พุทธสาสนา ๒ เล่ม จึงออกรวมเป็นเล่มเดียว และเริ่มมีบทความต่อต้านสงครามเรื่อง "ไฟไหม้โลกยุคกึ่งพุทธกาล" ลงพทธสาสนา ในปีนั้น เดินทางไปแสดงปาฐกถาที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ตามคำอาราธนาของพุทธธรรมสมาคม (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ.๒๔๘๔) ในหัวข้อเรื่อง "วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม" (๑๓ ก.ค. พูด ๒ ชั่วโมง ๑๕ นาที) ปีต่อมาเริ่มแปล "ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์" ลงพุทธสาสนา
ปี ๒๔๘๕ เริ่มสร้างสโมสรธรรมทาน ที่วัดชยาราม และหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาเริ่มลงเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน รวมทั้งได้แสดงปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยเรื่อง "ความสงบในฐานะเป็นผลแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม" ๒๔๘๖ วางเงินซื้อที่บริเวณธารน้ำไหลจากหลวงพรหมปัญญา เมื่อ ๑๘ มีนาคม เขียนความเรียบเรียงเชิงประวัติ เกี่ยวกับชีวิตและงานในสวนโมกข์ที่ผ่านมาชื่อ “สิบปีในสวนโมกข์” ต่อมาอีกสองปี ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าฝ่ายองค์การเผยแผ่ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี (๒๒ ม.ค.) และย้ายมาจำพรรษาที่สวนโมกข์แห่งใหม่
ภาพ : บริเวณธารน้ำไหล เขาพุทธทอง (สวนโมกข์ปัจจุบัน) โดยมีคณะพระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์มาเยี่ยมครั้งที่ ๒
ปี ๒๔๘๙ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระครูอินทปัญญาจารย์
ปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เรื่อง "พุทธธรรมกับสันติภาพ" (๒
มี.ค.) และเลิกสวนโมกข์แห่งเดิมที่พุมเรียงโดยสิ้นเชิง
(ก่อนหน้านี้ยังมีพระ อยู่ประจำ) ปี ๒๔๙๐ ปาฐกถาที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย
เรื่อง "พุทธธรรมกับเจตนารมณ์แห่งประชาธิปไตย" ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์
ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในขณะนั้นเข้าฟังด้วย (๑๑ พ.ย.) เริ่มแปล
"สูตรของเว่ยหล่าง" ลงพุทธสาสนา
วันที่
๒๔ เมษาจน ๒๔๙๑ โยมมารดาถึงแก่กรรม และได้ออกตระเวณเทศน์ตามเกาะสมุย
เกาะพงัน และปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เรื่อง
"ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม" (๕ มิ.ย.)
จนเริ่มถูกโจมตีในข้อหาเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ ปี ๒๔๙๒
ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าองค์การเผยแผ่ประจำภาค ๕ (ภาคใต้ ๑๔ จังหวัด)
และได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุไชยา (๓๐ มิ.ย.)
ปี ๒๔๙๕ มีพิธีทอดกฐินครั้งแรก และครั้งเดียวของสวนโมกข์ ได้เขียน "บันทึกเปิดผนึกครบรอบ ๒๐ ปี" ลงในพุทธสาสนา ซึ่งออกรวมเป็นเพียงฉบับเดียวในปีนั้น และเริ่มมีการบรรยายประจำคืนในช่วงพรรษา เพื่ออบรมพระภิกษุสามเณรภายในสวนโมกข์ ปี ๒๕๐๑ ได้ตั้งสำนักปฏิบัติธรรม "สวนอุศม" และ "สวนอุศมมูลนิธิ" ที่กรุงเทพฯ เป็นอีกองค์กรหนึ่งในเครือข่ายของสวนโมกข์ ปี ๒๕๐๕ เริ่มสร้างโรงมหรสพทางวิญญาณ (โรงหนังแบบสวนโมกข์)
และมีโรงปั้นเพื่อปั้นภาพพุทธประวัติยุคแรกของโลก
ทั้ง ๒ อย่างนี้ใช้เวลาราว ๑๐ ปี จึงเสร็จ ในปี ๒๕๐๙ เริ่มมีงานล้ออายุ
ครั้งแรก (๒๗ พ.ค.)
วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ของทุกปี อันเป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านอาจารย์
ที่สวนโมกข์จะมีงาน "ล้ออายุ" ท่านอาจารย์จะงดอาหาร ๑ วัน
และพูดธรรมะประกอบการวิจารณ์ตนเอง ให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นไปด้วย
ใครจะให้ของขวัญแก่ท่านอาจารย์ในวันนั้น ก็ร่วมงดอาหารด้วย ๑ วัน
ระยะแรกทำกันเป็นส่วนตัวในวงคนใกล้ชิด เริ่มเมื่อปี ๒๕๑๙ เมื่อท่านอาจารย์อายุครบ ๕ รอบ
ต่อมามีผู้มาร่วมมากขึ้นตามวัยและผลงานของท่าน
และท่านจะบรยยายธรรม ๓ เวลา เช้า – บ่าย – กลางคืน
ช่วงหลังที่สุขภาพท่านไม่ดี จึงลดจำนวนครั้งลง
อีกสองปีต่อมา พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ "สหายธรรมหมายเลขหนึ่ง" ถึงแก่อนิจกรรม (๑๙ เม.ย.) และมอบทุน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้ธรรมทานมูลนิธิ เริ่มโครงการพิมพ์หนังสือชุดธรรมโฆษณ์ ปี ๒๕๑๔ เริ่มบรรยายธรรมประจำวันเสาร์และทำต่อเนื่อง และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระเทพวิสุทธิเมธี" (๕ ธ.ค.) และเขียน "บันทึกคำชี้แจงเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท" (๓๐ ก.ย.) ปี ๒๕๒๘ อาพาธหนักตั้งแต่ต้นปี และในปีต่อมา ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาอักษรศาสตร์ (ศาสนาและปรัชญา) จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง หลวงพ่อพุทธทาส มรณภาพเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๖ เวลา ๑๑.๒๐ นาฬิกาม สิริอายุ ๘๗ ปี ๖๗ พรรษา
![]()
และเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๘ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้มีมติให้ประกาศยกย่อง พระธรรมโกศาจารย์ พุทธทาสภิกขุ เป็นบุคคลสำคัญของโลก และจะร่วมฉลองชาตกาลครบ 100 ปี ในวันที่ 27 พฤษภาคม ๒๕๔๙ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์
เรียบเรียงและตัดต่อจาก : เว็บไซท์พุทธทาสศึกษา
สนใจชีวประวัติโดยละเอียดอ่านได้ที่ อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา"
| |
24 Nov 05 | by เชกูวารา | tags บุคคลไม่ธรรมดา


(ภาพถ่ายในกุฎิที่พัก ที่วัดปทุมคงคา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓)


