ComBioLaw.De » บทความ » บุคคลไม่ธรรมดา » พุทธทาส อินทปัญโญ (ตุลาคม ๒๐๐๕)

พุทธทาส อินทปัญโญ (ตุลาคม ๒๐๐๕)

Author : BioLawCom (รวบรวม)

Quelle : BioLawCom

Category : บุคคลไม่ธรรมดา

Publisher : เชกูวารา

บุคคลไม่ธรรมดา บุคคลไม่ธรรมดา

image

พุทธทาส อินทปัญโญ

เด็กชายเงื่อม หรือ พุทธทาสภิกขุในเวลาต่อมา เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ พฤษภาคม ตรงกับวันขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะเมีย (พ.ศ. ๒๔๔๙) เป็นบุตรของ นายเซี้ยง และ นางเคลื่อน พานิช ณ หมู่บ้านกลาง ตำบลพุมเรียง (ที่ตั้งเดิมของจังหวัดไชยา ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น “สุราษฎร์ธานี” )

image
image

เมื่ออายุได้ ๘ ขวบ บิดามารดาได้พา ไปฝากเป็นเด็กวัดที่วัดพุมเรียง เป็นเวลา ๓ ปี เพื่อรับการศึกษาเบื้องต้นตามแบบโบราณ จนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ เด็กชายเงื่อม จึงกลับมาอยู่บ้าน เพื่อเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดโพธาราม และเล่าเรียนที่นี่จนถึงชั้นมัธยม จนขึ้นมัธยมปีที่ ๒ ก็ย้ายโรงเรียนอีกครั้ง คือ โรงเรียนสารภีอุทิศ ตำบลตลาด เพื่อจะได้อยู่กับบิดา ซึ่งมาเปิดร้านค้าอีกแห่งหนึ่งที่ตำบลนี้ ปี ๒๔๖๕ เมื่อ บิดาถึงแก่กรรม ด้วยโรคลมปัจจุบัน จึงต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยมารดาค้าขาย โดยในระหว่างนี้ นายยี่เกย น้องชาย บวชเป็นสามเณรและเรียนชั้นมัธยมอยู่ที่โรงเรียน ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี

พ.ศ. ๒๔๖๙ นายยี่เกย เข้าเตรียมแพทย์จุฬาได้ ส่วน นายเงื่อม ได้บวช เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ได้ฉายา “อินฺทปญฺโญ” จำพรรษาที่วัดพุมเรียง ต่อมาปลายปีจึงสอบได้นักธรรมตรี และไม่ลาสิกขาตามกำหนด และเมื่อครั้งปิดเทอมปลายปีนั้นเอง นายยี่เกยกลับบ้านและตัดสินใจไม่ไปเรียนต่อ เพื่อเปิดโอกาสให้พระเงื่อมได้บวชเรียนต่อไป

image

พระเงื่อม พานิช ภาพเมื่อแรกอุปสมบท อุปัชฌาย์ตั้งฉายาให้ว่า

"อินฺทปญฺโญ" อันหมายถึง "ผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่"

image

นายยี่เกย (ธรรมทาส) พานิช ในชุดนักเรียนของโรงเรียนสวนกุหลาบ ก่อนที่จะเข้าเรียนต่อใน

คณะอักษรศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ (แผนกเตรียมแพทยศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ พระเงื่อมก็สอบนักธรรมโทได้ และได้นักธรรมเอกในอีกหนึ่งปีต่อมา และในต้นปีนั้นเอง พระเงื่อมเข้าไปเรียนต่อกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่วัดปทุมคงคา แต่อยู่ได้เพียง ๒ เดือน ก็เดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดพุมเรียง

พ.ศ. ๒๔๗๒ พระเงื่อมเป็นครูสอนนักธรรม โรงเรียนนักธรรม วัดพระบรมธาตุไชยา ส่วนนายยี่เกย ตั้งคณะธรรมทานขั้นต้นขึ้นโดยเปิดหีบหนังสือธรรมะให้คนยืมอ่านที่ร้านไชยาพานิช และเริ่มรับหนังสือวารสารพุทธศาสนาภาษาอังกฤษจากต่างประเทศ นายยี่เกยเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯ ใช้นามปากกาว่า "ธรรมทาส"

ปี ๒๔๗๓ พระเงื่อมขึ้นกรุงเทพฯ มาอยู่วัดปทุมคงคาอีกครั้งหนึ่งเพื่อเรียนบาลีต่อ และเขียนบทความชิ้นแรกชื่อ "ประโยชน์แห่งทาน" เพื่อพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระอุปัชฌาย์ มีเนื้อความเพื่อตอบคำถามของคนสมัยใหม่ที่เริ่มสงสัยคุณค่าของการทำทานแบบที่ทำ ๆ กันอยู่ ในปลายปีนั้นเองจึงเขียนบทความขนาดยาวเรื่อง "พระพุทธศาสนาขั้นบุถุชน" เพื่ออธิบายคุณค่าของพระพุทธศาสนาด้วยภาษาสมัยปัจจุบัน และเริ่มแสดงความคิดเห็นว่า มรรค ผล นิพพาน เป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริงในสมัยปัจจุบัน บทความนี้พิมพ์เป็นหนังสือแจก งานฉลองโรงเรียนนักธรรมวัดพระบรมธาตุไชยา พระเงื่อมสอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ในปลายปีนั้น และได้เป็น พระมหาเงื่อม อินฺทปญฺโญ

ปีต่อมา พระมหาเงื่อมเริ่มศึกษาค้นคว้านอกตำราเรียนออกไปอย่างจริงจัง จนความคิดอุดมคติเริ่มตั้งมั่น เมื่อสอบเปรียญธรรมประโยค ๔ ตก จึงเดินทางกลับพุมเรียง เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๔๗๕

image(ภาพถ่ายในกุฎิที่พัก ที่วัดปทุมคงคา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓)

บางตอนจากจดหมายที่เขียนถึงนายยี่เกย (ธรรมทาส) ผู้น้องชาย

เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้วที่จะกลับบ้านเกิด

"การมาบ้านของฉันยังบอกไม่ได้ในเวลานี้ให้แน่นอนนัก คือ ฉันได้เปลี่ยนความเห็นจากเดิมอย่างเด็ดขาดแน่ใจลงไปแล้ว เนื่องแต่เป็นโชคดีที่ฉันได้พบคัมภีร์ดี ๆ พอที่ฉันจะตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด

ฉันจะออกจากกรุงเทพฯ ซึ่งฉันคิดว่าควรอยู่เป็นการออกครั้งสุดท้าย และตั้งใจจะไปหาที่สงัดปราศจากการรบกวนทั้งภายนอกและภายในสักแห่งหนึ่ง เพื่อสอบสวนค้นคว้าวิชาธรรมที่ได้เรียนมาแล้วจะได้เพิ่มเข้าใหม่ เมื่อเรียบร้อย เป็นการฟื้นความจำและได้หลักธรรมพอที่จะเชื่อว่า การค้นคว้าของฉันไม่ผิดทางแล้ว ก็จะทิ้งตำราที่ฉันเคยรักและหอบหิ้วมาแล้วโดยไม่เหลือเลย

มีชีวิตอย่างปลอดโปร่งเป็นอิสระที่สุดเพื่อค้นหาความบริสุทธิ์และความจริงต่อไป และไม่แน่ว่าจะอยู่ที่ไหน หากว่าค้นลำพังเองไม่พบแม้แต่เบื้องต้นแล้ว จึงคิดว่าจะไปสมาคมกับพวกที่อาจเป็นเหตุผลแห่งการค้นคว้า เช่น พวกโยคีในอินเดีย ตามที่คิดไว้ บัดนี้ เรากำลังรออยู่ว่า จะได้ที่สงัดที่ไหนอาศัยสักชั่วคราว เพื่อจัดการกับตำราสัก ๕-๖ เดือน…

"ฉันมีโชคดี, ซึ่งดีจนฉันรู้สึกว่ามีค่ามาก คือได้เพื่อนคนหนึ่งซึ่งมีความรู้สึก เกี่ยวด้วยชีวิตเหมือนกัน ตรงกันโดยมิได้แนะนำชี้แจงแก่กันและกันเลย เราต่างมีเข็มมุ่งหมายอย่างเดียวกันในกิจการข้างหน้า และเวลานี้มีฐานะทางกายใจเหมือนกันทุกอย่าง และถ้ายังโชคดีขึ้นไปอีกเราอาจจะได้ทำร่วมกันก็ได้

"เราตกลงใจกันแน่นอนแล้วว่า กรุงเทพฯ มิใช่เป็นที่ที่จะพบความบริสุทธิ์ เราถลำเข้าเรียนปริยัติธรรมทางเจือด้วยยศศักดิ์ เป็นผลดีให้เรารู้สึกตัวว่าเป็นการก้าวผิดไปก้าวหนึ่ง หากรู้ไม่ทันก็จะต้องก้าวผิดไปอีกหลายก้าว และยากที่จะถอนออกได้เหมือนบางคน จากการรู้ตัวว่าก้าวผิดนั่นเองทำให้พบเงื่อนว่าทำอย่างไรเราจะก้าวถูกด้วย

"เรายังพบอีกว่าการเป็นห่วงญาติพี่น้อง เพื่อนและศิษย์ เป็นการทำลายความสำเร็จแห่งการค้นหาความสุขและความบริสุทธิ์ ซึ่งเราตั้งใจพยายามจะหามาให้แก่พ่อแม่พี่น้องที่เรากำลังเป็นห่วงอยู่นั่นเอง ขืนเป็นดังนี้ เราคงตายเสียก่อนเป็นแน่ เราจะทำตามอย่างพระพุทธเจ้า ตามคำบอกเล่าของพระองค์เองว่า พระองค์ออกค้นหาความบริสุทธิ์ ทั้งขณะที่พ่อแม่พี่น้องน้ำตาเต็มหน้า เพราะไม่อยากให้จากไป (ในบาลีแท้ยังไม่พบการหนีออกบวช) การที่เราปลงตกเช่นนี้ เป็นการทำให้เราฟรีขึ้นอีกเปลาะหนึ่ง และหวังว่าพ่อแม่พี่น้องของเรา คงจะปลงตกเช่นเดียวกัน แม้บางทีเราจะต้องจากจนไม่อาจพบกันอีกเลยก็ได้…

"เรื่องของฉัน บัดนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ลัทธิเกลียดอลัชชีหรือเกลียดกรุงเทพฯ ได้แผ่ออกไปได้มากกว่าหนึ่งคนกลายเป็นสองคนแล้วถึงสามคน และยังมีต่อไปอีกตามลำดับ ฉันแปลกใจที่สุดเพราะไม่เคยเชื่อเลยว่าจะมีคนเชื่อและยอมทำตาม… เขากลับความเห็นได้อย่างเด็ดขาด ยอมสละเป็นลำดับ เช่นครั้งแรกไม่กลัวอาจารย์จะโกรธครั้งที่สองไม่กลัวพ่อแม่เสียใจ ผลที่สุดไม่กลัวตาย ขอแต่ให้ได้ดำเนินการไปในทางที่บริสุทธิ์… รู้แต่เพียงว่าที่เป็นมาแล้วและกำลังเป็นอยู่ ไม่เป็นทางที่จะพบพระพุทธเจ้าได้เท่านั้น…

"…ฉันก็มืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าจะไปขออาศัยสถานที่ที่ไหนเพื่อการศึกษาของเราจึงจะเหมาะ นอกจากบ้านเราเอง และไม่มีที่ไหนนอกจากบ้านเราคือที่พุมเรียง ก่อนที่อื่น จึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือรบกวนในบางอย่าง คือต้องมีผู้ช่วยให้ได้โอกาสเรียนมากที่สุด และใคร ๆ จงถือเสียว่าฉันไม่ได้กลับออกมาพักอยู่ที่พุมเรียงเลย การกินอยู่ขอรบกวนให้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมสักเล็กน้อย คือถ้าไม่อยากทำอย่างอื่น ข้าวที่ใส่บาตรจะคลุกน้ำปลาเสียสักนิดก็จะดี ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าจะไม่รบกวนอย่างอื่นอีกเลย ฉันเป็นผู้พิสูจน์ให้เพื่อนกันเห็นว่า พระอรหันต์แทบทั้งหมดมีชีวิตอยู่ด้วยข้าวสุกที่หุงด้วยปลายข้าวสารหัก แลราดน้ำส้มหรือน้ำผักดองนิดหน่อยเท่านั้น เราลองกินข้าวสุกของข้าวสารที่เป็นตัวและน้ำปลาก็ยังดีกว่าน้ำส้ม และเราลองกินอยู่เดี๋ยวนี้ รู้สึกไม่มีการขัดข้องเลยที่จะกินต่อไป…" *

* ชิต ภิบาลแทน, ชีวิตและงานของพุทธทาส, ศิลปาบรรณาคาร, กรุงเทพฯ, ๒๕๒๐. หน้า ๓๘-๔๒

(ต้นฉบับจดหมายเคยเก็บอยู่กับนายธรรมทาส พานิช ปัจจุบันสูญหายแล้ว)

แล้วจำวัดอยู่ในวัดร้างตระพังจิก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “สวนโมกข์” เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม

image
(ภาพ : สระใหญ่ตอนนั้นก็ยังมีน้ำทั้งปี หน้าแล้งตอนลึก ๆ ก็ยังมีน้ำเหลืออยู่ มีต้นกระจูด ขึ้นเต็มไปหมด พอถึงฤดูน้ำ น้ำก็ท่วม เกือบมิดกระจูด แต่คงไม่ลึกท่วมหัว เอาพายหยั่งดูมันก็ยังไม่สุดพาย มันมีนกเป็ดน้ำมาไข่ มาออกลูกที่นั่น)

มันก็ไม่มีเรื่องอะไรนัก เป็นวัดร้างมานาน เป็นป่ารก ครึ้มไปหมด เป็นที่ ๆ ชาวบ้านเขาชอบไปเขี่ยเห็ดเผาะ เขาใช้เหล็กอันเล็ก ๆ เขี่ยดินหาเห็ดเผาะ แถวนั้นมันมีมาก ผู้หญิงจะไปหาเห็ดเผาะ ผู้ชาย จะไปหาเห็ดโคน พวกชอบกินหมูป่าก็จะไปล่าหมูป่าที่แถวนั้น และเป็นที่กลัวผีของเด็ก ๆ พวกผู้หญิงที่ไม่มีลูก ก็ไปบนบานขอลูกกับพระพุทธรูปในโบสถ์ร้างที่เขาถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ในทางนั้น

ในสระก็ว่ามีผีดุ มีผีอยู่ในสระ มีไม้หลักที่เรียกว่าเสาประโคนปัก อยู่กลางสระ สมัยเราไปอยู่ใหม่ ๆ ยังมีส่วนเท่าขาที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ แต่ที่อยู่ในโคลนนั้นขนาดใหญ่เท่าต้นมะพร้าวเห็นจะได้ ส่วนที่อยู่ใต้ดินนี้ พอล้างแล้วเหมือนกับไม้สด ๆ ที่เราตัดมาใหม่ ๆ ไม่เน่า ไม่เป็นอะไรเลย เพราะถ้ามันลึกลงไปสักเมตรมันก็ไม่มีอากาศที่ทำให้กร่อน ไม่รู้ว่ามันมีความมุ่งหมายอย่างไรแน่ แต่ที่พูดกันมาลาง ๆ เลือน ๆ แล้วก็คือ จะบังคับยักษ์บังคับผีอะไรพวกนี้ไม่ให้ขึ้นมาอาละวาด ไม่ให้คนตกน้ำตายในสระนั้น มันคงเป็นธรรมเนียมขุดสระแบบนี้เขาต้องมีพิธีทางไสยศาสตร์ ทางอะไรอยู่ แม้แต่สระเล็กที่อยู่ข้างโบสถ์ก็มีเหมือนกัน

วัดนี้เคยเป็นวัดเจ้าคณะเมือง เทียบเท่าเจ้าคณะจังหวัดในปัจจุบัน อย่างน้อยก็เคยอยู่กันมาองค์หรือ ๒ องค์ องค์สุดท้ายก็คือ ท่านกาแก้ว (พิน) หรือพระครูสมุห์พิน วัดตระพังจิก ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เจ้าพระยาสมุหพระคลัง ซึ่งคุมหัวเมืองปักษ์ใต้ ยกทัพกลับจากไปปราบหัวเมืองทางชายแดนปักษ์ใต้ ผ่านพุมเรียงซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองไชยาสมัยนั้น ก่อนจะกลับไปกรุงเทพฯ ได้สร้างวัดสมุหนิมิตไว้ใหญ่โตมโหฬาร สร้างเสร็จก็ขอหรือจะบังคับให้พระครูสมุห์พิน ย้ายจากวัดตระพังจิกไปอยู่วัดที่สร้างใหม่นั้น ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อตอนย้ายไปนั้น เป็นพระครูศรีสังฆราชาลังกาแก้วแล้วหรือยัง แต่รู้แน่ว่าเป็นพระครูสมุห์พิน เพราะเห็นในใบสัญญาบัตรแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะเมือง เป็นสัญญาบัตรแบบโบราณ กระดาษว่าวยาวตั้งวา กว้างศอกหนึ่ง เขียนเต็มหน้าหนึ่งเลย มีลักษณะเจ้าคณะหนใต้เป็นคนแต่งตั้ง ไม่ใช่สมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้ง

พอแต่งตั้งแล้วจึงทูลในหลวงหรือทูลสมเด็จพระสังฆราช ตั้งให้เป็นเจ้าคณะเมืองแล้วก็กำกับไว้ว่าให้พระสงฆ์ทั้งหลายเชื่อฟัง แล้วให้เจ้าคณะผู้ใหญ่ เช่น เจ้าคณะแขวง มาเซ็นรับทราบต่อท้ายในสัญญาบัตรนั้น แล้วประทับตราทั้ง ๒ ด้านของกระดาษ ตรงกันเลย ตราราชสีห์และตราคชสีห์ ด้านหนึ่งไม่ค่อยมีเขียนอะไร มีแต่ตรากับเขียน ๒-๓ คำ ว่ามาร่วมประชุมแต่งตั้งเจ้าคณะเมือง ส่วนอีกด้านนั้นพูดเสียยืดยาว เช่นแม้ว่าจะยังหนุ่มอยู่ก็เป็นผู้มีความสามารถ ขอให้พระผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายจงเชื่อฟังพระครูสมุห์พิน ผมไม่แน่ใจว่าได้สมณศักดิ์เต็มที่เมื่ออยู่วัดไหน คือสมณศักดิ์เต็มที่ของเมืองไชยานั้น คือพระครูรัตนมุนีศรีสังฆราชาลังกาแก้ว หรือพระครูรัตนมุนีศรีโสมวังลังกาแก้วบ้าง ตอนแรกก็เป็นศรีสังฆราชาก่อน ต่อมาก็เป็นศรีโสมวัง

พอท่านย้ายไปอยู่วัดสมุหนิมิต ก็เหลือแต่พระที่ไม่ต้องไปหรือไม่อยากไป แล้วก็ลดลง ๆ จนเหลือองค์เดียว เรียกกันว่าขรัวสี อยู่เป็นองค์สุดท้าย พอตายก็เลิกกัน ทรัพย์สมบัติชิ้นดี ๆ ของวัดก็ย้ายไปอยู่วัดสมุหนิมิตหมด โดยเฉพาะตู้ลายทองต่าง ๆ อิสลามแก่ ๆ คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าทันเห็น เคยมานั่งคุยกับขรัวสี (หัวเราะเบา ๆ) มีกุฏิอยู่ทางหลังโรงฉันปัจจุบันที่มีป่าคั่นอยู่ แล้วจะมีที่เตียนอีกแห่งหนึ่ง ตรงนั้นแหละจะเป็นที่ตั้งกุฏิขรัวสี ตอนผมไปอยู่ไม่มีซากอะไรเหลือเลย เพราะทำด้วยไม้ ร้างประมาณ ๘๐ ปี คนคงเอาไปใช้กันหมด

สมัยก่อนที่ยังเป็นวัดเจ้าคณะเมืองคงเป็นวัดคามวาสี เป็นวัดบ้าน บ้านเรือนของเจ้าเมืองและข้าราชการ ก็ตั้งอยู่ใกล้กับวัดทางด้านตะวันออกที่เป็นหมู่บ้านอิสลามในปัจจุบัน ที่วัดก็มีการศึกษาปริยัติธรรมกัน เมืองไชยาเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงสำหรับผู้มีการศึกษา เป็นชั้นครูบาอาจารย์ คนจากถิ่นอื่นจะมาเรียนกันที่ไชยานี้ ทั้งชุมพร หลังสวน แม้สงขลาก็ยังเคยมาเรียนที่ไชยา จนมาตกค้างอยู่กระทั่งมรณภาพก็มี ได้ยินว่าชื่อพระครูวินัยธรบุตร เป็นตัวตลก ย้ายไปย้ายมาระหว่างวัดโพธารามกับวัดสมุหนิมิต

ต่อมาเคยมีเจ้าคณะเมืองไชยาชั้นพระครูรัตนมุนีอยู่วัดโพธารามติดต่อกันถึง ๒ องค์ ครั้งสุดท้ายไปอยู่วัดสมุหนิมิตอีก วัดสมุหนิมิตคล้าย ๆ วัดหลวง ต่อมามันทรุดโทรมลงมาก ทางการดูเหมือนจะเป็นเทศาฯ จึงขอร้องให้พระชยาภิวัฒน์ (หนู) ซึ่งเคยอยู่วัดโพธาราม ให้ไปอยู่วัดสมุหนิมิตเป็นเจ้าคณะเมืององค์สุดท้ายจนกระทั่งมรณภาพ

แม้สมัยเจ้าคุณชยาภิวัฒน์ (หนู) นี้ ก็ยังมีพระเณรจากต่างจังหวัดมาศึกษาเล่าเรียน มาเรียนบาลีไวยากรณ์บ้าง มาหัดเทศน์มหาชาติบ้าง เป็นการศึกษาอย่างเดิม…

มันมีต้นโมกและต้นพลาที่สวนโมกข์เก่านั่น ต้นโมกนี่ยังอยู่ที่หน้าโบสถ์หลายต้น และต้นพลาก็มีอยู่ทั่ว ๆ ไป ต้นโมกกับต้นพลา เอาโมกกับพลามาต่อกันเข้า (หัวเราะ) มันก็ได้ความเต็มว่ากำลังแห่งความหลุดพ้น พลังแห่งความหลุดพ้น ส่วนคำว่าอารามย่อมธรรมดา แปลว่าที่ร่มรื่น ที่รื่นรมย์ เมื่อมันฟลุคอย่างนี้มันก็ออกมาจริงจัง ตรงกับความหมายแท้จริงของธรรมะ วัตถุประสงค์ก็คือโมกข์ สถานที่อันเป็นพลังเพื่อโมกขะ ก็เหมาะแล้ว เมื่อแรกเสนอขึ้นมาเขาฟังขัดหูกันทั้งนั้นแหละ แปลก หรือว่าขัด ๆ หูไม่รู้อะไร โมกข-พลา ต้องอธิบายให้รู้ว่า ธรรมะคืออย่างนั้น มีความหลุดพ้นเป็นวัตถุที่พึงประสงค์ จึงเกิดวัดชนิดที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความหลุดพ้น เรียกว่า โมกขพลาราม

image

ความร่มรื่นในสวนโมขพลาราม ธารน้ำไหล ในปัจจุบัน

"เราเดินตามโลกตั้งแต่นาทีที่เกิดมา

จนถึงนาทีที่มีความรู้สึกนี้

ต่อนี้ไป เราจะไม่เดินตามโลก

และลาโลกไปค้นหาสิ่งที่บริสุทธิ์

ตามรอยพระอริยะที่ค้นแล้วจนพบ..."

(ตัดตอนจากอัตชีวประวัติ เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา)

ต่อมา นางเคลื่อน ทำพินัยกรรมมอบเงิน ๖,๓๗๘ บาท ตั้งเป็นทุนต้นตระกูลพานิช ใช้ดอกผลบำรุงสวนโมกข์ และคณะธรรมทาน โดยคณะธรรมทานตั้งขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะเมื่อเดือนกรกฎาคม เปิดบ้านหลังหนึ่งเป็น "ห้องธรรมทาน" มีทำบุญเลี้ยงพระ และเทศน์ทุกวันพระ และวัน ๘ ค่ำ พระเงื่อมเริ่มเขียน "ตามรอยพระอรหันต์" ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน

imageimage

ปี ๒๔๗๖ ออกหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา ราย ๓ เดือน และเริ่มเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์สภาพพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์ใช้นามปากกา "ธรรมโยช" "ชินวาทก์" ฯลฯ

เขียน "ทำไมไม่ไปกับพระโลกนาถ" ลงหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ฉบับวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ ในอีกหนึ่งปีต่อมา คณะธรรมทานซื้อแท่นพิมพ์มาพิมพ์หนังสือเอง จึงเขียน "คันถะธุระกับวิปัสสนาธุระเนื่องกันอย่างไร"

นอกจากนั้นยังเริ่มแปล “พุทธประวัติจากพระโอษฐ์” "บาลีมหาสติปัฏฐานสูตร" สด กูรมะโรหิต เขียนเรื่องมาจากปักกิ่ง ทั้งหมดนี้ลงพิมพ์ในพุทธสาสนา

image

หนังสือพิมพ์พุทธสาสนารายสามเดือน เพื่อโฆษณางานของสวนโมกข์และคณะธรรมทานเล่มแรกสุด

ยังไม่ได้ออกในลักษณะนังสือ พิมพ์ พอพิมพ์ออกไปถูกทักท้วงว่าถ้าออกต่อๆ กันไปผิดกฎหมาย จึงขอจดทะเบียนเป็นหนังสือพิมพ์รายสามเดือน พิมพ์ครั้งแรกออกมาไม่นานก็ต้องพิมพ์ซ้ำครั้งที่สอง และต่อมายังไม่พิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ ๓ อีกด้วย หนังสือนี้มี ๓ ภาค คือ ภาคแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย ภาคส่งเสริมการปฏิบัติธรรม คืออธิบายธรรมะเพื่อเป็นหลักในการปฏิบัติ และภาคทั่วไป ลงข่าวคราวความเคลื่อนไหวของวงการพุทธศาสนาทั่วโลก รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์วงการพระศาสนาในเมืองไทยด้วย นักเขียนหลักที่ยืนโรงประจำก็คือท่านอาจารย์และนายธรรมทาส แต่ท่านอาจารย์เขียนมากกว่า โดยใช้หลาย ๆ นามปากกา นอกจาก พุทธทาส แล้วก็มี อินทปัญโญ ธรรมโยธ สังฆเสนา เป็นต้น

ปี ๒๔๗๘ ทางราชการย้ายที่ว่าการอำเภอจากพุมเรียง ไปอยู่ที่ตำบลตลาด ริมทางรถไฟ คณะธรรมทานและโรงพิมพ์ธรรมทานย้ายตามไปอยู่ที่ตำบลตลาดด้วย แล้วพระเงื่อมก็เริ่มแปล "อริยสัจจากพระโอษฐ์"ลง พุทธสาสนา เคยเดินทางไปเทศน์ถิ่นไทยทางใต้สุด แล้วกลับมาเขียนเรื่อง "พระพุทธศาสนาในถิ่นไทยทางใต้" รวมทั้งเริ่มติดต่อกับสามเณร กรุณา กุศลาสัย (ต่อมาคืออาจารย์กรุณา กุศลาสัย) บรรพชิตไทยรูปเดียวที่เดินเท้าไปถึงอินเดียพร้อมกับพระโลกนาถ (พระภิกษุชาวอิตาเลียน)

ปีต่อมาแปล และแต่ง “กาพย์สุกรยักษ์” ซึ่งเป็นคำวิจารณ์พระสงฆ์อย่างรุนแรง (จากบางตอนของสุมังคลวิลาสินี) เขียน "คุณค่าของปริยัติ" เพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของการเชื่อมระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติในพุทธศาสนา เขียน "สังคายนาแต้มหัวตะ" เพื่อเรียกร้องให้แปลพระไตรปิฎกเป็นไทย และวิจารณ์การทำสังคายนาที่ผ่าน ๆ มา มีการพิมพ์รวมเล่มพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ครั้งแรก ส่วนคณะธรรมทานเปิดโรงเรียนพุทธนิคมขึ้นเป็นครั้งแรก และในปีนั้นเอง ท่านปัญญานันทะ พระราชญาณกวี (บุญชวน) และสามเณรสำเริง มาร่วมจำพรรษาอยู่ด้วย

ปี ๒๔๘๐ หัวหน้ากองตำรามหามกุฎราชวิทยาลัย ประกาศใช้พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ เป็นหนังสือประกอบแบบเรียน (๑๕ มิ.ย.) จากนั้นก็แปล "ลังกาวตาลสูตร" จากพระสูตรฝ่ายมหายาน ลงพุทธสาสนา และเขียน "บรรณวิจารณ์อภิธานัปปทีปนีกา" และ "ต้นบัญญัติสิกขาบท" ไว้อาลัยวาระสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ (๑๖ ธ.ค.) ด้วย จนเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) วัดเทพศิรินทร์ ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม และผู้บัญชาการคณะสงฆ์แทนองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เดินทางมาเยี่ยมสวนโมกข์และค้างคืน ๑ คืน

เริ่มมีการอบรมสามเณรชุดพิเศษ เพื่อสร้างนักเผยแผ่ที่ทันสมัย (งานที่ไม่ประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา) เมื่อปี ๒๔๘๑ และเรียบเรียง "เกียรติคุณของพระพุทธเจ้า" หนังสือพุทธประวัติสำหรับคนหนุ่มสาว ลงวันที่ ๑๑ ม.ค. เขียนบทความขนาดยาวเรื่อง "อนัตตาของพระพุทธเจ้า" โดยในปีนี้ พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ วงศ์ ลัดพลี)อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ พระยาภะรตราชสุพิช ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และนายสัญญา ธรรมศักดิ์ มาเยี่ยมสวนโมกข์เป็นครั้งแรก

ปีต่อมา นายยี่เกยเปลี่ยนชี่อเป็น "ธรรมทาส" อย่างเป็นทางการ มีการสร้างหอสมุดธรรมทาน ที่วัดชยาราม เป็นที่พัก และที่ทำงานอีกแห่งหนึ่ง ส่วนพระเงื่อมได้เขียนททความขนาดยาว ๕๕ หน้า "ตอบปัญหาบาทหลวง" เพื่อหักล้างความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าแบบบุคคลอย่างรุนแรง ลงพุทธสาสนา

เกิดสงครามในยุโรปขึ้นเมื่อปี ๒๔๘๓ ทำให้กระดาษแพง และหายาก พุทธสาสนา ๒ เล่ม จึงออกรวมเป็นเล่มเดียว และเริ่มมีบทความต่อต้านสงครามเรื่อง "ไฟไหม้โลกยุคกึ่งพุทธกาล" ลงพทธสาสนา ในปีนั้น เดินทางไปแสดงปาฐกถาที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ตามคำอาราธนาของพุทธธรรมสมาคม (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ.๒๔๘๔) ในหัวข้อเรื่อง "วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม" (๑๓ ก.ค. พูด ๒ ชั่วโมง ๑๕ นาที) ปีต่อมาเริ่มแปล "ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์" ลงพุทธสาสนา

image

ปี ๒๔๘๕ เริ่มสร้างสโมสรธรรมทาน ที่วัดชยาราม และหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาเริ่มลงเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน รวมทั้งได้แสดงปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยเรื่อง "ความสงบในฐานะเป็นผลแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม" ๒๔๘๖ วางเงินซื้อที่บริเวณธารน้ำไหลจากหลวงพรหมปัญญา เมื่อ ๑๘ มีนาคม เขียนความเรียบเรียงเชิงประวัติ เกี่ยวกับชีวิตและงานในสวนโมกข์ที่ผ่านมาชื่อ “สิบปีในสวนโมกข์” ต่อมาอีกสองปี ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าฝ่ายองค์การเผยแผ่ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี (๒๒ ม.ค.) และย้ายมาจำพรรษาที่สวนโมกข์แห่งใหม่

ภาพ : บริเวณธารน้ำไหล เขาพุทธทอง (สวนโมกข์ปัจจุบัน) โดยมีคณะพระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์มาเยี่ยมครั้งที่ ๒

ปี ๒๔๘๙ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระครูอินทปัญญาจารย์ ปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เรื่อง "พุทธธรรมกับสันติภาพ" (๒ มี.ค.) และเลิกสวนโมกข์แห่งเดิมที่พุมเรียงโดยสิ้นเชิง (ก่อนหน้านี้ยังมีพระ อยู่ประจำ) ปี ๒๔๙๐ ปาฐกถาที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เรื่อง "พุทธธรรมกับเจตนารมณ์แห่งประชาธิปไตย" ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในขณะนั้นเข้าฟังด้วย (๑๑ พ.ย.) เริ่มแปล "สูตรของเว่ยหล่าง" ลงพุทธสาสนา

วันที่ ๒๔ เมษาจน ๒๔๙๑ โยมมารดาถึงแก่กรรม และได้ออกตระเวณเทศน์ตามเกาะสมุย เกาะพงัน และปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เรื่อง "ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม" (๕ มิ.ย.) จนเริ่มถูกโจมตีในข้อหาเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ ปี ๒๔๙๒ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าองค์การเผยแผ่ประจำภาค ๕ (ภาคใต้ ๑๔ จังหวัด) และได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุไชยา (๓๐ มิ.ย.)

image
ปีต่อมา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สาขาประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขียนบทความทดลอง เสนอเกี่ยวกับจิตวิทยาแบบพุทธ เรื่อง "ปมเขื่อง" และตระเวณเทศน์หัวเมืองปักษ์ใต้ กับพระยาอมรฤทธิธำรง (พร้อม ณ ถลาง) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานพิธีสวดกระทำน้ำมุรธาภิเษกสำหรับพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ณ วัดพระบรมธาตุไชยา ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระอริยนันทมุนี (๔ ธ.ค.)

ปี ๒๔๙๕ มีพิธีทอดกฐินครั้งแรก และครั้งเดียวของสวนโมกข์ ได้เขียน "บันทึกเปิดผนึกครบรอบ ๒๐ ปี" ลงในพุทธสาสนา ซึ่งออกรวมเป็นเพียงฉบับเดียวในปีนั้น และเริ่มมีการบรรยายประจำคืนในช่วงพรรษา เพื่ออบรมพระภิกษุสามเณรภายในสวนโมกข์ ปี ๒๕๐๑ ได้ตั้งสำนักปฏิบัติธรรม "สวนอุศม" และ "สวนอุศมมูลนิธิ" ที่กรุงเทพฯ เป็นอีกองค์กรหนึ่งในเครือข่ายของสวนโมกข์

ปี ๒๕๐๕ เริ่มสร้างโรงมหรสพทางวิญญาณ (โรงหนังแบบสวนโมกข์)

และมีโรงปั้นเพื่อปั้นภาพพุทธประวัติยุคแรกของโลก ทั้ง ๒ อย่างนี้ใช้เวลาราว ๑๐ ปี จึงเสร็จ ในปี ๒๕๐๙ เริ่มมีงานล้ออายุ ครั้งแรก (๒๗ พ.ค.)

วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ของทุกปี อันเป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านอาจารย์ ที่สวนโมกข์จะมีงาน "ล้ออายุ" ท่านอาจารย์จะงดอาหาร ๑ วัน และพูดธรรมะประกอบการวิจารณ์ตนเอง ให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นไปด้วย ใครจะให้ของขวัญแก่ท่านอาจารย์ในวันนั้น ก็ร่วมงดอาหารด้วย ๑ วัน ระยะแรกทำกันเป็นส่วนตัวในวงคนใกล้ชิด เริ่มเมื่อปี ๒๕๑๙ เมื่อท่านอาจารย์อายุครบ ๕ รอบ ต่อมามีผู้มาร่วมมากขึ้นตามวัยและผลงานของท่าน และท่านจะบรยยายธรรม ๓ เวลา เช้า – บ่าย – กลางคืน ช่วงหลังที่สุขภาพท่านไม่ดี จึงลดจำนวนครั้งลง

อีกสองปีต่อมา พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ "สหายธรรมหมายเลขหนึ่ง" ถึงแก่อนิจกรรม (๑๙ เม.ย.) และมอบทุน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้ธรรมทานมูลนิธิ เริ่มโครงการพิมพ์หนังสือชุดธรรมโฆษณ์

ปี ๒๕๑๔ เริ่มบรรยายธรรมประจำวันเสาร์และทำต่อเนื่อง และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระเทพวิสุทธิเมธี" (๕ ธ.ค.) และเขียน "บันทึกคำชี้แจงเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท" (๓๐ ก.ย.)

ปี ๒๕๒๘ อาพาธหนักตั้งแต่ต้นปี และในปีต่อมา ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาอักษรศาสตร์ (ศาสนาและปรัชญา) จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

หลวงพ่อพุทธทาส มรณภาพเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๖ เวลา ๑๑.๒๐ นาฬิกาม สิริอายุ ๘๗ ปี ๖๗ พรรษา

imageimage

และเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๘ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้มีมติให้ประกาศยกย่อง พระธรรมโกศาจารย์ พุทธทาสภิกขุ เป็นบุคคลสำคัญของโลก และจะร่วมฉลองชาตกาลครบ 100 ปี ในวันที่ 27 พฤษภาคม ๒๕๔๙

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

image

คำนำ ข้าพเจ้าไม่มีมรดกอะไร ที่จะฝากไว้กับเพื่อนพุทธบริษัท ผู้เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลาย นอกจากสิ่งที่ระบุไว้ในข้อความข้างล่างนี้ ด้วยความหวังว่า ถ้ายังมีการสืบมรดกนี้อยู่เพียงใด กิจกรรมสวนโมกขพลาราม ก็จะยังคงมีอยู่ ตลอดกาลนานเพียงนั้น และ "พุทธทาส" ก็จะยังคงมีอยู่ในสถานที่นั้นๆ ตลอดกาลนานเพียงนั้น. ขอได้โปรดรับพิจารณากันเสียแต่บัดนี้ ซึ่งจะเป็นการง่ายในการสืบมรดกดังกล่าว. ขอให้ถือว่า เป็นมรดกธรรม แก่บรรดาเพื่อนผู้มอบกายถวายชีวิต ในการสืบอายุพระศาสนา เพื่อประโยชน์แก่คนทั้งโลกเถิด มิได้เป็นเรื่องส่วนบุคคลแต่ประการใด.

เรียบเรียงและตัดต่อจาก : เว็บไซท์พุทธทาสศึกษา

สนใจชีวประวัติโดยละเอียดอ่านได้ที่ อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา"

read 4229

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

รวมลิงก์น่าสนใจ

ความเคลื่อนไหว

Login

name password

ลืมรหัสผ่าน