ComBioLaw.De » บทความ » บุคคลไม่ธรรมดา » มหาตมะ คานธี (พฤศจิกายน ๒๐๐๕)
มหาตมะ คานธี (พฤศจิกายน ๒๐๐๕)
|
Author : BioLawCom (รวบรวม) Quelle : BioLawCom Category : บุคคลไม่ธรรมดา Publisher : BioLawCom |
|
โมหันดาส์ การามจันทร์ คานธี (Mohandas Karamchand Gandi)
หรือ มหาตมะ คานธี (Mahatama Gandhi) เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1869 ในครอบครัวของชาวฮินดู ที่รัฐคุชราต ในแถบอินเดียตะวันตก โดยบิดาของเขาเป็นรัฐมนตรีของหลายรัฐในอินเดีย ตั้งแต่เด็ก คานธีได้รับการปลูกฝังแบบอย่างของความเป็นคนมีวินัย และการอุทิศตนเพื่อสังคม อย่างเคร่งครัด มารดาของเขาซึ่งเป็นผู้เคร่งในศาสนามาก มักถือศีลอดเป็นเวลานานอยู่เนือง ๆ แต่ด้วยความที่เป็นลูกคนเล็ก ในบรรดาพี่น้อง 4 คน เขาจึงใช้ชีวิตวัยเด็กแบบเกเร เช่น ขโมยเศษเงินไปซื้อบุหรี่ แต่ด้วยความที่กลัวบิดา ซึ่งเป็นนักการเมืองผู้มีชื่อเสียงของท้องถิ่น เขาก็มักรับสารภาพเสมอ ๆ เมื่อเวลาที่ถูกจับได้ ว่าตนเป็นผู้ขโมย อย่างไรก็ตามแทนที่บิดาจะลงโทษ เขากลับโอบกอดคานธี ในฐานะที่กล้าพูด และยอมรับความจริง คานธี บันทึกไว้ในชีวประวัติว่า "น้ำตานั้นเป็นเหมือนสิ่งที่คอยชำระล้างความสกปรกของจิตใจให้ออกไป ถ้าคุณสร้างวินัยแบบนี้ โดยผ่านทางความรัก มันจะเท่ากับสร้างมนุษยธรรมขึ้นในจิตใจ" เมื่ออายุได้ 13 ปี เพื่อทำตามประเพณีของชาวฮินดู คานธีเข้าพิธีสมรสกับเด็กสาวอายุเท่ากันที่ชื่อ กัสตูร์ แต่บางแห่งให้ชื่อว่า คาสตวา กะปะเธีย (สกุลเดิม) และเมื่ออายุ ได้ 17 ปี คานธีก็ทิ้งภรรยา และครอบครัวไว้เบื้องหลัง เพื่อเข้าเรียนกฎหมายที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อเรียนจบกลับมาอินเดีย และรับว่าความคดีแรก เขาพบว่าเมื่ออยู่ในศาลเขากลับไม่สามารถเปิดปากพูดสิ่งใด ต่อหน้าผู้พิพากษาได้ ทั้งนี้ก็เพราะความขี้อายของตัวเขาเอง คานธีจึงเริ่มมองหาทางหนีจากปัญหานี้ และทางออกที่มีมาในตอนนั้น ก็คือ การรับข้อเสนอตำแหน่งงานในประเทศแอฟริกาใต้
ครั้งหนึ่ง หลังจากมาถึงประเทศแอฟริกาใต้ใหม่ ๆ ความที่ไม่ทราบว่า มีการเลือกปฏิบัติต่อชาวอินเดียในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ด้วย คานธีจองที่นั่งชั้นหนึ่งบนรถไฟไปยังเพลย์โทเนีย ผู้โดยสารผิวขาวเห็นคานธีเข้า ก็ไปต่อว่าพนักงาน และบอกให้ย้ายคานธีไปนั่งชั้นสามแทน แม้ว่าเขาจะถือตั๋วชั้นหนึ่งก็ตาม แต่คานธีไม่ยอม ดังนั้น พอถึงสถานีแรกที่รถจอดเขาก็โดนผู้คุมโยนลงจากรถไฟ ความอับอายครั้งนั้น ถือเป็นสิ่งที่จุดประกายให้เขาอยากเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ในสังคม สัปดาห์ต่อมา คานธีจัดประชุมผู้อพยพชาวอินเดียขึ้น สิ่งนี้ทำให้เขา รู้สึกว่าตัวเองก็มีความหมาย สามารถทำประโยชน์ได้ และเขาต้องอยู่ต่อไป ต้องต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวอินเดีย และในท้ายที่สุดเพื่อสิทธิของคนผิวดำทุกคน
ในระยะแรก ในฐานะนักกฎหมาย เขาเชื่อว่า การเปลี่ยนกฎหมาย ก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ได้ ดังนั้น จากปี 1893-1906 เขาทุ่มเททำงานในศาลระดับล่าง เพื่อทำอะไรบางอย่าง แต่ปัญหาก็คือ ในเวลานั้น อังกฤษฉลาดกว่าพวกเขามาก ทุกครั้งที่มีการปรับเปลี่ยนกฎหมายฉบับหนึ่ง ก็จะมีกฎหมายฉบับใหม่ออกมาแทน ทั้งนี้ เพื่อให้ความไม่เท่าเทียมกันดำเนินต่อไปในลักษณะอื่น ๆ อีก คานธีหาทางแก้เรื่องนี้ โดยใช้วิธีการรวมพลังสามัคคี เขาเริ่มพัฒนาชุมชนของผู้คน จากต่างเชื้อชาติ และต่างศาสนาขึ้น ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาค เขายืนยันว่าจะปฏิบัติต่อครอบครัว ซึ่งรวมถึงบุตรชายทั้ง 4 ของเขา ไม่ให้แตกต่างจากคนอื่นๆ แม้เขาจะชิงชังการกดขี่ของอังกฤษ แต่จนถึงทศวรรษที่ 1906 คานธี ก็ยังถือตน เป็นสมาชิกผู้ภักดีของจักรภพอยู่ เขายังร้องเพลง God save the Queen (เพลงชาติของอังกฤษ) และสอนลูกๆ ให้ร้องด้วย อันที่จริงแล้ว เขามีความจงรักภักดีมาก ถึงขนาดเข้าร่วมกับกองกำลัง ของอังกฤษในสงครามโบเออร์ เพื่อปราบปราม การลุกฮือของพวกซูลู ในปี 1906 เลยด้วยซ้ำ จนมาถึงประสบการณ์ในสงครามซูลูนี่เอง ที่เขาได้เริ่มตระหนักว่า นี่ไม่ใช่สงคราม ระหว่างคนสองฝ่ายเสียแล้ว แต่มันคือ การสังหารหมู่จากผู้เข้มแข็งกว่าเพียงฝ่ายเดียว คานธีถอยหลบ ขณะปืนของอังกฤษสังหารกองทัพซูลู ซึ่งใช้แค่เพียงหอกเป็นอาวุธ เขามองเห็นความรื่นเริงใจของทหารอังกฤษในการบุกเข้าเข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง เขาเก็บร่างของผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตที่นอนเกลื่อนกราดอยู่ด้วยความปวดร้าวใจ จากนั้น คานธีก็ได้ฉุกคิดว่า ชาวซูลูถูกชาวอังกฤษกดขี่ในลักษณะนี้ มันเหมือนกับการที่เขาเคยกดขี่คนในครอบครัวของตัวเอง โดยเฉพาะกับภรรยาของเขา ในเวลานั้นเขาทำสิ่งที่เรียกได้ว่า เป็นสามีที่โหดร้าย หึงหวง และกดขี่ "ข้าพเจ้ารู้สึกผิดกับพฤติกรรมกดขี่เยี่ยงนี้นัก ข้าพเจ้ารู้สึกผิดต่อชีวิตสมรสของตัวเอง ต่อความสัมพันธ์ของคาสตวา" และถ้าเขายังมีวิธีคิด และพฤติกรรมเช่นนี้ แม้แต่กับคนในครอบครัวแล้ว เขาจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้อย่างไร แล้วคานธีคิดได้ว่า มีวิธีเดียวเท่านั้น ก็คือ ต้องบังคับความต้องการของตนให้ได้ ถึงจะรับใช้เพื่อนมนุษย์ได้ดีที่สุด ด้วยวัยเพียง 37 ปี คานธีก็ปวารณาตนเพื่อถือเพศพรหมจรรย์ตลอดไป ในปี 1906 กฎหมายใหม่ กำหนดให้ชาวอินเดียทุกคน ต้องเข้ารับการจดทะเบียน และพิมพ์ลายนิ้วมือ ข้อบังคับนี้รวมถึงการให้หญิงชาวอินเดียเปลื้องผ้าต่อหน้าตำรวจผิวขาว เพื่อกรอกตำหนิรูปพรรณลงในทะเบียนด้วย ด้วยความโกธรแค้น ชาวอินเดียสามพันคน รวมทั้งคานธี มาพบกัน ในโยฮันเนสเบิร์ก เพื่อวางแผนการตอบโต้ คานธีไม่เคยนึกถึงการเข้าคุกมาก่อน แต่ก็รู้โดยสัญชาตญาณว่า นี่แหละ คือ วิถีทางที่ถูกต้องแล้ว เขาลุกขึ้นแล้วพูดว่า "เราจะสวดขอต่อพระเป็นเจ้าว่า เราจะเข้าคุก และเราจะอยู่ในนั้น จนกว่ากฎหมายนี้จะถูกเพิกถอน"
คำพูดของคานธี จุดประกายให้เกิดการต่อต้าน ครั้งยิ่งใหญ่อย่างเป็นประวัติการณ์ของมวลชน ซึ่งไม่ได้กะเกณฑ์มาก่อน ผู้ประท้วงกระทำตามอย่างคานธี พวกเขาอดทนต่อการทุบตีของตำรวจ ยอมรับความเจ็บปวดอย่างกล้าหาญโดยไม่ตอบโต้ ครั้งนั้นเอง คานธี จึงได้รับรู้เป็นครั้งแรกในชีวิตว่า เมื่อหัวใจของมนุษย์ปิด คุณก็ไม่อาจสัมผัสความคิดของเขาได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะใช้เหตุผลกับคนเหล่านี้ จิตใจของพวกเขาด้านชา และถ้าเหตุผล ยังไม่พอ ความรุนแรงก็ไม่ดี แล้วคุณจะทำอย่างไร ? เขาค้นพบวิธีต่อต้านแบบ “อหิงสา” เป็นครั้งแรกที่แอฟริกาใต้นี่เอง “คุณยืนหยัดต่อต้านผู้กดขี่ บอกเขาว่า คุณจะไม่ยอมแพ้ แต่พร้อมกันนั้น คุณก็ให้ความมั่นใจว่า คุณจะไม่ทำร้ายเขา”
เป้าหมายของ อหิงสา เก่าแก่เท่า ๆ กับปรัชญาของมนุษย์ ความเข้าใจของคานธี ก็คือ ต้องประยุกต์แนวคิดนั้นให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่ปฏิบัติได้จริง เขารู้สึกว่า การที่จะปฏิบัติตามลัทธิอหิงสาที่แท้จริงได้นั้น ในจิตใจต้องมีการพัฒนาสันติภาพ หรือ “ทำให้เมล็ดพันธุ์แห่งการ ประนีประนอมเกิดขึ้นเสียก่อน” เพราะถ้าไม่มีสิ่งนี้แล้ว เราจะมีอหิงสาได้อย่างไรกัน ในปี 1913 นายพล ยาสมัสต์ ผู้บัญชาการทหารอังกฤษในแอฟริกาใต้ ออกกฎหมายใหม่ตัวหนึ่งกำหนดว่า การแต่งงานของชาวฮินดู และมุสลิมถือเป็นโมฆะ ทำให้คานธีก้าวเข้าสู่การต่อต้านในวงกว้างยิ่งขึ้น โดยไม่ตั้งใจ ตามประเพณีแล้ว ผู้หญิงอินเดียจะต้องอยู่แต่ในบ้าน แต่คานธีก็โจมตีธรรมเนียมนั้นว่าเป็นการกดขี่รูปแบบหนึ่ง แล้วเรียกร้องให้ผู้หญิงผู้ชายมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม เคียงบ่าเคียงใหล่กัน ในการกล่าวปราศรัยอันจับใจครั้งหนึ่ง คานธีสามารถปลดปล่อยสตรีนับล้าน ให้เป็นอิสระ และเป็นพลังเสริมอย่างใหม่ ให้แก่มวลชนของเขาด้วย กฎหมายสมรสใหม่นี้ ก่อให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศ คนงาน 50,000 คนไม่พอใจ แล้วพากันหยุดงาน ทำให้นายพลยาสมัสต์ เกิดความลังเลใจจนต้องยกเลิกกฎหมายนั้นไป และ คานธีก็ได้เริ่มพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พลังมวลชนสามารถเอาชนะการบีบบังคับได้ ด้วยความกระตือรือร้นที่จะท้าทายอำนาจของอังกฤษในบ้านเกิดของตน ในปี 1915 ขณะอายุได้ 45 ปี คานธีเดินทางกลับอินเดีย ซึ่งเวลานั้นถูกกดอยู่ภายใต้แอกของลัทธิจักรวรรดินิยม เป็นเวลา 2 ศตวรรษแล้ว ที่อังกฤษได้ปล้นทรัพยากรธรรมชาติของอินเดียไปอย่างเป็นระบบ เมื่อถูกกวาดเอาวัตถุดิบไปหมด อุตสาหกรรมในประเทศอิเดียก็ค่อย ๆ ตายลง อินเดียถือเป็นปราการใหญ่ที่สุด มีประชากรมากที่สุด และสร้างผลกำไรที่ดีที่สุดในเครือจักรภพ อังกฤษฉุดอินเดียให้ตกต่ำลงจนถึงขีดที่ว่า อินเดียไม่สามารถผลิตแม้กระทั่งเข็มกลัดอันเล็ก ๆ ได้ ก่อนปี 1915 ชาวอินเดียสามร้อยล้านคน ต้องก้มหัวให้ชาวอังกฤษจำนวนเพียงแสน ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ใดที่คนเพียง หยิบมือจะปกครองคนจำนวนมากถึงเพียงนี้ ในดินแดนห่างไกลเช่นนี้ ด้วยความสิ้นหวังที่จะคืนสู่เสรีภาพ ชาวอินเดียในสภาพทาส จึงเป็นได้เพียงทหารและตำรวจ ที่คอยสร้างความเข้มแข็งให้กับนายผิวขาวของตนเอง คานธีชักชวนให้ประชาชนต่อต้าน โดยบอกแก่คนเหล่านั้นว่า
คนที่ประพฤติตัวเยี่ยงหนอน จึงสมควรถูกเหยียบย่ำ เราจะต้องเรียนรู้การต่อสู้กับตัวเอง เราเป็นทาสมานานจนต้องรู้จักลุกขึ้นสู้กับตัวเองเสียบ้าง จงกำจัดความคิดที่จะพึ่งพาผู้อื่น หรือใช้การติดสินบน แทนที่จะใช้ความกล้าหาญ เราจะไม่อาจต่อสู้กับรัฐบาล ได้ ถ้าเราไม่เรียนรู้การต่อสู้กับตัวเอง ในปี 1919 คานธีต่อต้านกฎหมายใหม่ โดยปลุกระดมการประท้วงขึ้นทั่วประเทศ ขณะที่เขาประสานงานกับกลุ่มผู้ประท้วงจากบอมเบย์ ซึ่งห่างขึ้นไปทางเหนือหลายร้อยไมล์ ชาวอินเดีย 2,000 คน ก็มารวมตัวกันในลานหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเมืองอำมริสา พวกเขาไม่รู้ว่าสองวันก่อนหน้านั้น นายพล เรจินอลล์ ดายเออร์ ได้ออกกฎสั่งห้ามการชุมนุมโดยไม่มีการเตือนให้รู้ นายพลดายเออร์ ส่งกำลังทหารอินเดีย 50 นายไปยังลานชุมนุม และสั่งให้ใช้ปืนไรเฟิลยิงทันที มีคนตาย 379 คน และบาดเจ็บอีกมากกว่า 1,000 คน เหตุผลเดียวที่เขาพวกหยุดยิง ก็คือ “กระสุนหมด” พวกเขาบอกว่า ถ้ายังมีกระสุนอีก ก็จะยิงเข้าใส่ฝูงชนต่อไป ยิงประชาชนให้ตายเพื่อให้บทเรียนแก่ชาวอินเดีย ว่า ห้ามแข็งข้อต่ออังกฤษ และจงยอมแพ้ซะเถิด และนั่นก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่รัฐบาลอังกฤษ ผลักไสประชาชนให้ไปเข้ากับฝ่ายคานธี ![]()
"เราจะไม่ทำต่ออังกฤษ เหมือนเช่นที่นายพลดายเออร์ทำต่อเรา เราต้องแสดงให้พวกเขาเห็นว่า เราสามารถวางตัว ให้พ้นจากความรู้สึกเกลียดชังเช่นนั้น พวกเขาไม่ใช่ศัตรูแต่เป็นเพื่อน พวกเขาก็ต้องการการปลดปล่อยมากเท่า ๆ กับที่พวกเราต้องการเหมือนกัน...3 ปีต่อมา คานธีได้เปลี่ยนนักชาตินิยมอินเดียให้กลายเป็นพลังมวลชน เขาได้แปรความรู้สึกโกธรแค้นจากเหตุการณ์ที่อำมริสา ให้กลายเป็นความสามัคคีของชาวฮินดู มุสลิม กรรมกร และพ่อค้า และในไม่ช้าคานธีก็เอาชนะใจประชาชนอินเดีย ด้วยการทำตัวเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง สวมเสื้อผ้าง่าย ๆ แบบเดียวกันทุกวัน อดมื้อ กินมื้อ ละทิ้งความสะดวกสบาย เฉกเช่นเดียวกับผู้ยากจนที่สุด และเพื่อส่งเสริมให้เกิดการ พึ่งตนเอง คานธีชักชวนชาวอินเดียให้สวมเครื่องแต่งกายในแบบเรียบง่าย ของอินเดีย และให้ทอผ้าขึ้นใช้เอง เสื้อผ้าที่ผลิตจากตะวันตก ถูกนำมาเผารวมกันเป็นกองใหญ่ เขากล่าวว่า "เสื้อผ้าของต่างชาติบ่งบอกว่า เราเป็นทาสทางวัฒนธรรมของ ชาวตะวันตก เราไม่อาจปลดปล่อยตัวเองจากความเป็นทาส การเผาเสื้อผ้าของต่างชาติจึงเป็นการฟอกจิตใจของพวกเราเอง"
คานธีใช้เวลาวันละ 1 ชั่วโมงทุกวันปั่นด้ายเอง ผู้นำชาวอินเดียคนอื่นได้แต่ประหลาดใจกับความประพฤติเช่นนี้ ท่ามกลางสภาวะวิกฤตในชาติเยี่ยงนี้ แต่เขานั่งอยู่ที่เครื่องปั่นด้าย ทว่าคานธีมองทะลุถึงความสำคัญพื้นฐานนั้นว่าเป็นการเชื่อมโยงกับมวลชน วัตรปฏิบัติของเขา ในฐานะผู้นำชาวอินเดีย ทำให้เขาเป็นผู้นำที่ไม่มีใครเคลือบแคลงเลยเป็นเวลานานถึง 25 ปี ในขณะที่มือข้างหนึ่งเปิดฉากการปฏิวัติ แต่อีกข้างหนึ่งก็ต้องปกป้องพวกพ้อง ไม่ให้พ่ายต่อความต้องการก่อเหตุนองเลือด หลายครั้ง ที่คานธียกเลิกการชุมนุม เมื่อเหตุการณ์ทำท่าจะบานปลายเป็นความรุนแรงของประชาชนในประเทศ ในฐานะผู้นำทางการเมือง คานธีได้แสดงให้เห็นว่า ท่าทีอหิงสา สามารถใช้ให้เกิดผลทางการเมืองได้ ทว่าหน้าที่ต่อส่วนรวมของเขา แลกมาด้วยราคาแพง บุตรชายทั้ง 4 ของคานธี มักรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งอยู่เสมอ และไม่พอใจที่พ่อหายไปอยู่ในคุกเป็นเวลานาน บุตรชายคนโตแสดงความเป็นปฏิปักษ์ในลักษณะที่ทำให้พ่อต้องปวดร้าวใจ โดยกลายเป็นคนติดเหล้าและขายตัว ในปี 1930 ขณะอายุได้ 62 ปี คานธีวางแผนการใหม่ ที่จะต่อต้านการเก็บภาษีซึ่งไม่เป็นธรรม นั่นคือ ภาษีที่อังกฤษเรียกเก็บจากเกลือ การทำเกลือ หรือการขายเกลือของชาวอินเดีย ถือว่าผิดกฎหมาย กิจการนี้สงวนไว้ให้สำหรับคนต่างชาติเท่านั้น เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่การประท้วง ครั้งนี้ เขาวางแผนจะเดินเท้าเป็นระยะทาง 240 ไมล์ ไปยังทะเลอาหรับ เพื่อไปทำเกลือที่นั้น พวกพ้องของเขาในสภาคองเกรซของอินเดีย ต่างอ้อนวอนให้เขาทบทวนแผนการครั้งนี้ใหม่ เกลี้ยกล่อมว่าแผนการนี้อาจจะล้มเหลว ในขณะที่รัฐบาลอังกฤษก็จะกลับมามั่นใจว่า ศัตรูเก่าของตนกำลังถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด
แล้ววันที่ 12 มีนาคม 1930 คานธีพร้อมด้วยสาวกจำนวน 80 คน ก็ เริ่มต้นการเดินทาง ซึ่งกลายเป็นความสนใจของชาวโลก และเปลี่ยนแปลงวิถีทางแห่งประวัติศาสตร์ ขบวนของคานธีเดินได้เพียงวันละ 10 ไมล์ และเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาร่วมด้วย และมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศเข้ามาที่อินเดีย เพื่อทำข่าวนี้ เมืองชายฝั่งที่ใกล้ที่สุด คือ เมืองพาราณาสี ผ่านไป 24 วัน คานธีเดินทางผ่านหมู่บ้านนับพัน ๆ แห่ง ขบวนของเขากลายเป็นกลุ่มผู้ประท้วงขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และทันทีที่ข่าวแพร่ออกไป ไม่เพียงแต่คนทั่วทั้งอินเดียจะเข้าร่วม แต่คนทั้งโลก ก็เอาใจช่วยด้วยเช่นกัน เมื่อขบวนของคานธีถึงชายฝั่งมหาสมุทรในวันที่ 6 เมษายน มีชาวอินเดียหลายแสนคนเข้าร่วม คานธีก้มลงหยิบเกลือขึ้น แล้วพูดว่า "ด้วยเกลือหยิบมือนี้ ข้าพเจ้าขอต่อต้านการบังคับของจักรวรรดิอังกฤษ ขอเราจงร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิของพวกเรากันเถิด"
การตอบสนองเป็นไปราวกับประกายไฟ ทั่วทั้งประเทศไม่ว่า พ่อค้า ชาวนา แม่บ้าน ต่างพากันทำเกลือและขายเกลือกันอย่างเปิดเผย ทว่า คนหลายพันถูกจองจำ รวมทั้งคานธีด้วย ตำรวจทุบตีผู้ประท้วงอย่างโหดเหี้ยม สร้างความโกธรแค้น และความสามัคคีขึ้นในหมู่ชาวอินเดียมากยิ่งขึ้น คานธีรู้ดีว่าการใช้วิธีต่อต้านแบบอหิงสา จำเป็นต้องแสดงความกล้าหาญออกมาให้เห็น จึงจะดึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในตัวมนุษย์ออกมาได้ เขาสอนให้ชาวอินเดียรู้จักต่อต้านผู้กดขี่ และต่อสู้กับตัวเองไปในขณะเดียวกัน
ภายใต้ความกดดันจากนานาชาติ ลอร์ดเออร์วิน ผู้สำเร็จราชการอังกฤษ ยอมปล่อยตัวคานธี และเชิญเขามาเจรจา ในปีถัดมา คานธีเดินทางไป ลอนดอน เพื่อร่วมประชุมเรื่องอนาคตของอินเดีย ที่ลอนดอน คานธีสร้างความสัมพันธ์กับประชาชน เป็นผลสำเร็จ อย่างงดงาม เขาอาศัยอยู่กับคนยากจนในเขตอีสต์เอนส์ ได้รับความชื่นชม ทุกหนทุกแห่งที่ไป เมื่อได้รับเชิญไปเข้าเฝ้ากษัตริย์ที่พระราชวัง คานธีถูกวิพากษ์วิจารณ์ที่เข้าเฝ้ากษัตริย์ด้วยชุดโสร่ง เขาตอบว่า พระมหากษัตริย์ก็สวมชุดที่เหมาะกับเราทั้งสองเช่นเดียวกัน คานธีกลับมาอินเดีย และแพร่ข่าวโดยผ่านทางการประชุมสวดประจำวัน ว่า
ข้าพเจ้ากำลังขอร้องต่อบิดาแห่งชาติของเรา ให้ท่านมีเมตตา มีความรัก เห็นความจริง และงดใช้ความรุนแรง ขอจงประทานพรแก่พวกเรา เสรีภาพอันสมบูรณ์ เท่านั้น คือสิ่งที่เราต้องการคานธียอมรับว่า “อัตตา” คือ จุดบกพร่อง และบางครั้ง ความชื่นชมบูชาของมวลชน ก็ทำให้เขาคึกคะนอง อย่างไรก็ดี ความมีวินัยอันเคร่งครัด ทำให้เขาเอาชนะความรู้สึกนั้นได้ หลานชายของคานธีเคยเล่าว่า “จำได้ว่า หลายครั้งที่ผมเดินทางไปกับท่าน ตามสถานีรถไฟทุกแห่ง ก็จะมีผู้คนเป็นพัน ๆ มาร้องตะโกน คานธีจงเจริญ คานธีจงเจริญ และจะร้องอยู่อย่างนั้นจนรถไฟแล่นผ่านไป ผลจากเสียงร้องพวกนั้น ทำเอาท่านนอนไม่หลับเลย" เดือนสิงหาคม ปี 1942 คานธี เรียกร้องการประกาศอิสรภาพโดยทันที "นี่คือคำสวด เป็นคำสั้นๆ ที่ข้าพเจ้าจะมอบแก่ท่าน อยู่หรือตาย เราจะปลดปล่อยอินเดีย หรือมิฉะนั้นก็ยอมตาย" และในคืนวันที่คานธีประกาศอิสรภาพนั้นเอง เขาและสมาชิกสภาคองเกรซทั้งหมดก็ถูกจับกุม และด้วยวัย 73 ปี และด้วยสุขภาพที่ทรุดโทรม คานธีต้องนำการปฏิวัติในอีก 2 ปีหลังจากนั้น จากในคุก
ปี 1944 ภรรยาของเขา คาสตวา คู่ชีวิตที่อยู่ร่วมกันมา 62 ปี เสียชีวิตในอ้อมแขนของเขา คานธี เศร้าเสียใจอย่างหนัก คานธียังคงยึดมั่นในหลักการของตนเอง และขอร้องให้คนอื่นทำแบบเดียวกัน แม้ในช่วงที่เจรจากับผู้สำเร็จราชการ ลอร์ดเมาท์ แบดเทริส์น คานธีก็ยังคงปฏิบัติสมาธิภาวนาเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 วัน
1 ปีให้หลัง อังกฤษซึ่งอ่อนแรงลง ยอมรับว่าตนไม่สามารถปกครองอินเดียอีกต่อไปได้ ทว่าอนาคตของชาติใหม่ กลับปรากฏความขัดแย้งให้เห็นอยู่เบื้องหน้า ชาวฮินดูและมุสลิม คู่แข่งอันยาวนาน หันมาเกลียดกันอย่างเปิดเผย ชาวมุสลิมส่วนน้อย ยืนยันจะแยกตัวออกไป (กลายเป็นประเทศปากีสถานในปัจจุบัน) หลังจากอุทิศตนมาชั่วชีวิต เพื่อรวมประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียว คานธี กลับต้องเห็นบ้านเกิดอันเป็นที่รักถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยคนเชื้อชาติเดียวกันเอง และ ลอร์ดเมาท์ แบดเทริส์น ก็แบ่งแยกอินเดียออกเป็น 2 ประเทศ ด้วยการก่อตั้งรัฐปากีสถานขึ้น วันที่ 14 สิงหาคม 1947 อินเดียก็ฉลองอิสรภาพของตน แต่คานธีมองเห็นความแตกแยกระหว่างชาวฮินดูกับมุสลิม เขาถามเพื่อนของเขาว่า "เหตุใดคนเหล่านั้นจึงยินดี ข้าพเจ้ามองเห็นแต่เลือดนองแผ่นดิน" การแบ่งแยกก่อให้เกิดการอพยพขนานใหญ่ในทันที ชาวฮินดูข้ามมายังอินเดีย ส่วนชาวมุสลิมหนีเข้าไปในปากีสถาน ผู้คนอพยพหลายแสนคน เดินเท้าอย่างหมดสิ้นหนทาง โดยปราศจากอาหารและน้ำ ผู้คนของ 2 ศาสนาประสบหายนะจากความอดอยาก แบ่งแยกกันจากความเป็นปรปักษ์แต่โบราณ การต่อสู้นองเลือดก็เกิดขึ้น ฮินดูและมุสลิม ระเบิดความเกลียดชัง เป็นการสังหารหมู่ ทั้ง 2 ฝ่ายกระทำลงไปด้วยความกลัว และความโกรธ ท้ายที่สุด ผู้คนจำนวนครึ่งล้าน คือ ผู้สูญเสีย คานธีรู้สึกว่าตนไม่อาจเปลี่ยนประชาชนให้ใช้ความอหิงสาได้ อีกแล้ว ผู้ใกล้ชิดคานธีเล่าว่า “ท่านเสียใจมาก ท่านบอกว่า ท่านมองไม่เห็นอะไรเล ย มีแต่ความมืดมนอยู่ทุกหนแห่ง ผู้คนกระทำตัวเหมือนสัตว์ป่า ท่านบอกว่าแย่เสียยิ่งกว่าสัตว์เสียอีก เพราะว่าสัตว์ป่าไม่ฆ่าพวกเดียวกันเอง ท่านบอกว่า ข้าพเจ้าจะอดอาหารประท้วง จนกว่าการเข่นฆ่าจะหยุดลงไป จนกว่าฮินดู และมุสลิมจะเป็นพี่น้องกัน”
พวกหัวรุนแรงชาวฮินดูไม่พอใจวิธีการอหิงสาของคานธี และความต้องการที่จะให้ชาวฮินดูและมุสลิมอยู่ร่วมกัน คานธีมีความอับอาย ต่อพรรคคองเกรซของเขาเอง เขาตำหนิมัน และเพื่อนของเขา 'โยฮาราน เนรู' ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียหลังจากได้รับเอกราช แล้ว ก็ล้มป่วยลงจากความวุ่นวายซึ่งกำลังทำลายอินเดีย
คานธีเริ่มอดอาหารประท้วง มีความโกรธแค้นมากในหมู่ผู้อพยพในตอนนั้น ผู้ที่เดินขบวนร้องว่า 'คานธีจงลงนรก ปล่อยให้คานธีตายไป ให้เขาตายไป ไปลงนรกซะ' และพอวันที่ 2 ก็เริ่มมีผู้คนเข้ามาคัดค้านกับฝ่ายแรก วันที่ 3 ของการอดอาหาร ฝ่ายคัดค้านก็เริ่มใหญ่ขึ้น และกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านคานธีก็เล็กลง วันที่ 4 แนวโน้มก็ยังเป็นเช่นนั้นต่อไป จนในที่สุด ทั่วทั้งถนนนั้น ก็มีแต่ผู้เชียร์คานธี
1 สัปดาห์ผ่านไป พวกมุสลิมก็สามารถเดินออกไปในท้องถนนของกรุงเดลีได้อย่างปลอดภัย การอดอาหารประท้วงของคานธีช่วยชาวนิวเดลีเอาไว้ แต่ที่พรมแดนอินเดีย-ปากีสถาน สงครามกลางเมืองยังคงร้อนระอุ คานธีออกจาริกอีกครั้งเพื่อสันติภาพข้ามดินแดน ซึ่งแตกแยกเพราะความเกลียดชัง เขาเดินเท้าเปล่าจากหมู่บ้านหนึ่ง ไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง อดทนต่อฝูงชนผู้โกรธแค้น มีการขว้างปาหนามเข้าใส่ทางเดิน คานธีจะตื่นขึ้นเวลาตีสี่ของทุกเช้า เพื่อต่อสู้กับคลื่นแห่งการนองเลือด คงไม่มีชาวอินเดียคนใด จะไม่รู้สึกละอาย และภาคภูมิใจ “ละอาย” ที่คานธีถูกเหยียบย่ำอย่างถึงที่สุดจากชาวอินเดียด้วยกันเอง และ “ภูมิใจ” ที่ว่า ในท่ามกลางเขาเหล่านั้น ขณะช่วงเวลาแห่งความโหดร้ายทมิฬ คน ๆ หนึ่ง กลับยืนหยัดขึ้น เพื่อทำให้พวกเขาภาคภูมิที่เกิดเป็นชาวอินเดีย คนซึ่งชดใช้หนี้ให้พวกเขา ทำนองเดียวกับพระเยซูคริสต์ คานธียังคงเดินทางต่อไปโดยไม่มีการคุ้มกัน เข้าไปในเขตที่สถานการณ์ล่อแหลมที่สุด ครั้งหนึ่งเขากล่าวกับเพื่อนคนหนึ่งว่า
ข้าพเจ้าอาจจะตายโดยน้ำมือของผู้ลอบสังหาร และถ้าเป็นอย่างนั้น ให้จำไว้ว่า ข้าพเจ้ายอมรับลูกกระสุนนั้นอย่างกล้าหาญ ด้วยพระนามของพระเป็นเจ้า และเมื่อนั้นข้าพเจ้าจึงจะเชื่อว่า ตนคือมหาตมะ อย่างแท้จริงการประชุมสวดมนต์ทุก ๆ วัน กลายเป็นวิธีปลดปล่อยของคานธี หลายครั้งตำรวจขอว่าให้เขาช่วยค้นตัวผู้คนที่จะเข้าร่วม แต่คานธีกลับบอกว่า “ไม่ พระเจ้าจะปกป้องฉัน ไม่ต้องค้นตัวใคร ปล่อยเขาเข้ามา...หากมีการนองเลือด ก็ ปล่อยให้เป็นเลือดของฉัน เพราะคนเราจะมีชีวิตอยู่อย่างอิสระได้ หากพร้อมเสมอที่จะตาย" และในที่สุดแผนลอบสังหารคานธีก็อุบัติขึ้น ด้วยความคาดไม่ถึง แต่ตำรวจไม่บอกคานธีถึงการจับกุม และคำสารภาพของผู้ก่อการคนหนึ่ง เรื่องความพยายามลอบสังหารเขาที่ล้มเหลวครั้งก่อน วันที่ 30 มกราคม 1948 คานธีในวัย 78 ปี เดินเข้าไปในที่ประชุมสวดประจำวัน ในสวนเวอริฮาทร์ กรุงนิวเดลีย์ และท่ามกลางฝูงชนนั้นเอง ชายชาวฮินดูคนหนึ่ง “นาฮูราน กอสซี่” วัย 36 ปี ก็ ก้าวออกมาก้มลงคารวะคานธี แล้วพูดว่า “ท่านมาสายสำหรับการสวด” คานธีก็พูดว่า “ใช่ ฉันมาสายไป มาสายจริง ๆ” แล้วกอสซี่ก็ชักปืนเล็ก ๆ ออกจากเสื้อเชิ้ตของเขา ยิงปืนใส่คานธี 3 นัด กระสุนเจาะทะลุท้องของมหาตมะ และอีกนัดหนึ่งที่หน้าอก เขาไม่แสดงถึงความประหลาดใจ หรือความเจ็บปวดใด ๆ และ ณ วินาทีสุดท้ายก่อนความตายจะพรากเขาไป คานธีพนมมือในลักษณะสวดมนต์ แล้วพึมพรำคำว่า "ราม" พระผู้เป็นเจ้าในภาษาอินเดีย
กอสซี่
และผู้สมคบคิด 9 คน ถูกนำตัวขึ้นศาล เขาเสนอถ้อยแถลงยาว 92 หน้า และพวกเขาเรียกคานธีว่า ผู้ทรยศ และเป็นพลังที่เลวร้าย
ซึ่งจะทำให้มุสลิมขึ้นมาเป็นใหญ่ในอินเดีย กอสซี่ ถูกตัดสินประหารชีวิต และถูกแขวนคอที่อัมบารา เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 1949
ผู้สมคบคิดคนที่สองก็ถูกแขวนคอด้วย ส่วนคนอื่น ๆ ถูกจำคุกตลอดชีวิต
โลกของอินเดียเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เมื่อไม่มีมือที่เยือกเย็นของ มหาตมะ คานธี อีกต่อไป ความประนีประนอมทางเชื้อชาติก็ไม่หลงเหลือ อินเดียทั้งประเทศคร่ำครวญยาวนาน 13 วัน ความเศร้าโศกและตื่นตระหนกจากการสังหารคานธี ดึงอินเดียให้หลุดออกจากความบ้าคลั่ง ความรุนแรงยุติลง เพียงชั่วข้ามคืน ผู้คนนับล้านต่างหลั่งไหลมายังกรุงเดลีเพื่อให้ได้อยู่ใกล้เขา ตลอดทั้งคืนนั้น ฝูงชนประมาณ 3-4 ล้านคน ติดตามร่างของเขาจนมาถึงลานเผาศพ “การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงได้ปลดปล่อยอินเดียให้เป็นอิสระ” และนับจากนั้นอีก 50 ปีต่อมา อหิงสาได้เปลี่ยนโฉมหน้าของโลก มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ เคยกล่าวไว้ว่า "พระเยซูเจ้ามอบคำสอนแก่ข้าพเจ้า ส่วนคานธีมอบวิธีการ"
ที่มา และ แหล่งข้อมูล : Wikipedia, Mahatma.org, rdd.mcot.net | |
29 Oct 05 | by BioLawCom | tags บุคคลไม่ธรรมดา
พ.จ.ต.บันจง ศาลไพล
ท่านเป็นบุคคลที่เป็นแบบอย่างของการไม่ใช้ความรุนแรงสยบความรุนแรงกระผมขอให้คนปัจจุบันเอาเป็นแบบอย่างแล้วเหตุการณ์ที่ร้อนแรงต่าง ๆ ก็จะลดลง |




guest
การต่อสุ้เพิ่ออิสรภาพแก่ตนและประเทศชาตินั้น ถือเป็นบุคคลที่สําคัญน่ายกย่องเป็นอย่างมากเพื่อได้มาซึ่งอิสรภาพของชาติบ้านเมือง
12 Dec 06